ข่าวออนไลน์7HD

ดอกเบี้ยนโยบายของไทย จ่อขึ้นแบบช้า ๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดขึ้นอีก 0.25%

ดอกเบี้ยนโยบายของไทย จ่อขึ้นแบบช้า ๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดขึ้นอีก 0.25%
ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะขยับขึ้น การประชุม กนง.วันพรุ่งนี้ (28 ก.ย.65) ถูกกดดันหนักจากเงินเฟ้อสูง เงินบาทอ่อน คาดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป 0.25% แตะ 1% ห่วงขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแรงตามสหรัฐฯ เศรษฐกิจชะงักได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์วันนี้ (27 ก.ย.65) คาดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในครั้งนี้  จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 1% เพื่อลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 37.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐแล้ว อ่อนค่าที่สุดในรอบ 16 ปี  ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ ส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อไป

การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย  กนง.คงจะยังทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามที่ได้ส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และยังคงเปราะบางจากหนี้ในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

หาก กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วและแรง ก็อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดได้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการภาคการส่งออกของไทยได้ ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นคงเพิ่มภาระทางการเงินของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่มีความเปราะบางอยู่แต่เดิมจากปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ดังนั้น กนง. จึงเผชิญกับสถานการณ์ทางเลือกที่จะต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างประเด็นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านการเงินผ่านอัตราแลกเปลี่ยน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีความเป็นไปได้ที่ผลการประชุม กนง. ในครั้งนี้อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ซึ่งคงจะเป็นอีกจุดสำคัญที่ต้องติดตามในการประชุมครั้งนี้ ทั้งหมดทั้งมวล กนง. คงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบที่ตามมาของการตัดสินใจนั้นๆ

หาก กนง. มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ในการประชุม กนง. ที่จะถึงนี้ คงส่งผลให้ค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันให้อยู่ในทิศทางอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หากในระยะข้างหน้า เฟดไม่ได้มีการส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว ขณะที่หากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยเป็นไปตามคาด อาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาเกินดุลได้ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งก็อาจเป็นปัจจัยหนุนต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า

แม้ว่าค่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าลง แต่ก็เป็นการอ่อนค่าสอดคล้องกับค่าเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่านั้นมาจากการที่ค่าเงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งมีที่มาจากปัญหาเรื้อรังของเศรษฐกิจภายใน

นอกจากนี้ เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยแม้ว่าเงินทุนสำรองของไทยจะปรับลดลงถึง 14.0% นับตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยอยู่ที่ระดับ 2.38 แสนล้านดอลลาร์ฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.ย. 65) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3.2 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น (ข้อมูล ณ ไตรมาส 1/2565) ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันไทยยังคงห่างไกลจากการเกิดวิกฤติดังเช่นวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540