ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : พิรุธ แอ๊ด คาราบาว ออกโฉนด 35 ไร่ รุกป่าสงวน จ.สระบุรี

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ พบการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนในพื้นที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นของนักร้องคนดัง แอ๊ด คาราบาว เจ้าของเพลงแร้งคอย เป็นผู้ครอบครอง คุณมะลิ แซ่ฉิ่น ลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องนี้

สภาพถนนทางขึ้นเขา ถูกเทด้วยคอนกรีต มีป้ายเล็ก ๆ ปักติดไว้กับต้นไม้ เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล แคมป์น้ำผาป่าใหญ่ ที่เห็นอยู่นี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นพื้นที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่ามวกเหล็ก-ทับกวาง แปลงที่ 1 ภายใต้ชื่อผู้ครอบครอง นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว นักร้องคนดังเจ้าของตำนานเพลงแร้งคอย จำนวน 35 ไร่

เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน นำทีมสื่อมวลชน บุกเข้าไปพิสูจน์ พร้อมระบุว่า จากสภาพทางกายภาพ ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นี่เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หลังจากที่ทีมงานได้จับสัญญาณภาพถ่ายจากดาวเทียม

ด้วยลักษณะที่ดินเป็นสามเหลี่ยมติดกับแม่น้ำป่าสัก ฝั่งตรงข้ามเป็นภูเขาสูง ที่นี่จึงเป็นพิกัดที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของกลุ่มคนที่ชื่นชอบธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบัน พบว่า หลายจุดได้ทำรั้วเหล็กกั้นเป็นถนนเข้าที่ดิน และเปิดให้ชาวต่างชาติเช่า เพื่อทำแคมป์เดินป่าปีนหน้าผาเป็นการส่วนตัว โดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อขยายผลการตรวจสอบการเข้าครอบครองที่ดิน เครื่องจับพิกัด ยังฉายให้เห็นการบุกรุกพื้นที่อีกหลายร้อยไร่ โดยมีชื่อของเอกชนรายใหญ่ระดับประเทศครอบครอง ซึ่งในกระบวนการยื่นขอออกโฉนดทั้งหมด ต่างมีพิรุธ ที่ส่อไปในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นี่ทำให้เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ตัดสินใจเข้าแจ้งความกับที่สถานีตำรวจภูธรหินซ้อน เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายยืนยง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เพิกเฉยต่อการเอาผิดผู้ที่ละเมิดทรัพย์สินของแผ่นดิน

ปัญหาการปล่อยให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่เกิดขึ้นล่าสุดในจังหวัดสระบุรี ตอนนี้ ต้องรอดูผลการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของการดำเนินคดีกับเอกชนอีกราย ซึ่งก่อสร้างรีสอร์ตรุกที่ป่าสงวนตั้งแต่ปี 2557 กินพื้นที่กว่า 500 ไร่ โดยคอลัมน์หมายเลข 7 ติดตามตรวจสอบ พบว่า มีการแบ่งขายที่ดินให้กับคนมีนามสกุลดังในพื้นที่หมวกเหล็ก และมีการนำเสนอข้อมูลมาเป็นระยะ กระทั่งป่าไม้ได้มีคำสั่งและเข้าไปปักป้ายเตือนให้รื้อถอน

แต่จนถึงวันนี้ จากการติดตามพบว่า รีสอร์ตดังกล่าวยังคงเปิดขายของและให้บริการตามปกติ และยังไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าของที่ ซึ่งบุกรุกที่ดินและไม่ทำตามประกาศคำสั่งรื้อถอน

เมื่อสอบถามไปยังต้นสังกัดที่ควบคุมดูแลผืนป่า อ้างว่า อยู่ระหว่างการรอคำตอบจากกรมป่าไม้ในการอนุมัติค่ารื้อถอน

นี่เป็นอีกครั้ง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เอาใจใส่ของภาครัฐในการดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้บุกรุกผืนป่า ทั้งที่กรณีศึกษาก่อนหน้านี้ แม้แต่ยายเก็บเห็ดยังติดคุก ถือเป็นการสั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมที่น่าจับตาอีกคดี ว่าจะมีหนทางสิ้นสุด ณ ที่ใด