ชูวิทย์ อ้างมีหลักฐาน ชูพยานฟันตำรวจรีดเงินดาราสาวไต้หวัน

View icon 143
วันที่ 31 ม.ค. 2566 | 06.28 น.
เช้านี้ที่หมอชิต
แชร์
เช้านี้ที่หมอชิต - กรณีที่ดาราสาวไต้หวัน อันหยูชิง กล่าวอ้างว่าถูกตำรวจไทยรีดเงินกลายเป็นมหากาพย์การค้นหาข้อเท็จจริง จากที่ตำรวจนครบาลแถลงปฏิเสธก่อนหน้านี้ว่า ไม่พบการรีดเงินตามที่ถูกกล่าวหา แต่เมื่อวานนี้ (30 ม.ค.) นับตั้งแต่ช่วง 01.00 น. เข้าวันใหม่ จนถึงช่วงค่ำ ถือเป็นช่วงเวลาที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เคลื่อนไหวแบบรุกไล่ให้ทางตำรวจนครบาลยอมรับ ส่วน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็สั่งย้าย ผู้กำกับ สน.ห้วยขวาง ไปช่วยราชการแล้ว แต่ทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังไม่ยอมรับ และปฏิเสธว่า ไม่มีตำรวจคนใดสารภาพตามที่นายชูวิทย์อ้าง

จุดเริ่มต้นเกิดจาก คุณชูวิทย์ เขียนสเตตัสเฟซบุ๊กเมื่อเมื่อช่วง 01.00 น. เข้าสู่เช้าวันใหม่วันที่ 30 มกราคม บอกว่า "ด่วนที่สุด ตำรวจรีดเงินดาราสาวไต้หวันจริง" นายชูวิทย์ ใช้คำว่า "ระเบิดลงนครบาล" อ้างว่ามีคลิปยืนยัน มีหญิงคนไทยแฟนคนสิงคโปร์จ่ายเงินให้ตำรวจไทย 27,000 บาท จริง ทำให้ตำรวจห้วยขวางชุดที่ตั้งด่านเพิ่งรับสารภาพสด ๆ ร้อน ๆ ว่า รีดเงิน 27,000 บาท จริง

ไฮไลต์สำคัญที่ นายชูวิทย์ โพสต์ คือ ตำรวจชุดตั้งด่านตรวจของ สน.ห้วยขวาง ได้ออกปากรับสารภาพว่ารีดทรัพย์ดาราสาวไต้หวันจริง แต่หลักฐานคำสารภาพของตำรวจที่ นายชูวิทย์ อ้างว่ามีอยู่ในมือ ยังไม่มีใครเห็น แถม นายชูวิทย์ ยังขยี้ในคอมเมนต์อีกว่า "ไถแล้ว ยังวางแผนโยนว่าสาวไต้หวันเมาสับสน เตี๊ยมเรื่องแบบนี้ไม่ไหวนะครับ ตำรวจไม่ดีดันไปช่วยปกป้อง บอกแล้วว่าให้ ผบช.น. คนนี้อยู่ดูแลคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ ผบ.ตร. และ นายกฯ ต้องรับผิดชอบครับ เมื่อไม่ย้าย ก็ต้องแบกหน้ารับกับการแต่งเรื่องหลอกคนทั้งโลก การท่องเที่ยวป่นปี้หมด"

เข้าสู่ช่วงสายวันที่ 30 มกราคม นายชูวิทย์ โพสต์ต่อเนื่องว่า "ผมรอฟังความจริงจาก ผบช.น. หลังฟังคำโกหกหลอกลวง หาเรื่องสาวไต้หวันคนพูดความจริง หากครั้งนี้ยังโกหกอีกแม้แต่คำเดียว ผมจะแถลงข่าวเปิดโปงให้ดู หลักฐานอยู่ในมือผมแล้ว"

ไม่แน่ใจว่า เป็นผลจากการตั้งสเตตัสอย่างต่อเนื่องของ นายชูวิทย์ หรือไม่ ทำให้ไม่กี่นาทีต่อมา พลตำรวจโท ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตํารวจนครบาล พร้อมด้วย พลตำรวจตรี จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ ผู้บังคับการตํารวจนครบาล ร่วมกันแถลงข่าว แต่ยอมรับเพียงว่า มีการตั้งด่านจริง และตรวจพบบุหรี่ไฟฟ้าจริง แต่ไม่ได้ยึดไว้เป็นของกลาง เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา 157 และได้สั่งให้ดําเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดแล้ว

ผบช.น. ยังปฏิเสธว่าไม่ได้มีการสั่งลบไฟล์จากกล้องติดหมวกของตำรวจ แต่ยอมรับว่า มีไฟล์คลิปที่หายไป ซึ่งกําลังเร่งให้ทางกองพิสูจน์หลักฐานกู้ไฟล์ดังกล่าวกลับคืนมา ส่วนกล้องหน้าสถานฑูตจีน ทางตํารวจไม่มีอํานาจในการสั่งลบ แต่ได้มีการประสานขอดูภาพแล้วตั้งแต่วันเกิดเหตุ ซึ่งหากได้ก็จะมาเปิดให้สื่อและประชาชนดูเพื่อพิสูจน์ความจริง ส่วนกรณีที่ นายชูวิทย์ บอกว่ามีพยานและคลิปหลักฐานสําคัญ หากมีจริงให้นํามายื่นได้ทันที ตนเองยินดีรับและจะนําไปประกอบเข้ากับสํานวน

การแถลงครั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ได้ยอมรับว่าตำรวจที่ด่านตรวจได้กระทำการอย่างที่ดาราสาวชาวไต้หวันกล่าวหาไว้ หรือตามข้อมูลที่นายชูวิทย์กล่าวอ้าง แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ไม่ถึง 1 ชั่วโมงถัดมา ทาง พลตำรวจตรี อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงว่า "พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการด่วนให้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งให้ผู้กำกับ สน.ห้วยขวาง ช่วยราชการ ให้มีผลทันที หลังจากมีข้อมูลว่ามีตำรวจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกรณีนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันถูกเรียกรับเงิน พร้อมกำชับ ทางนครบาล 1 ดำเนินการตั้งกรรมการวินัยร้ายแรง และดำเนินคดีอาญาในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดในเหตุดังกล่าวทุกรายอย่างเด็ดขาด มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง"

หลัง ผบ.ตร. ให้โฆษกออกมาแถลงคำสั่ง ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ทาง พลตำรวจตรี นิตินันท์ เพชรบรม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปฏิบัติหน้าที่งานด้านจเรตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินทางเข้าสอบปากคำตำรวจ สน.ห้วยขวาง 5 นาย จาก 14 นาย ที่ถูกระบุว่าอยู่ในเหตุการณ์ตั้งด่านและรีดเงินดาราสาวชาวไต้หวัน โดยการสอบปากคำใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนออกมาเปิดเผยว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องปฏิเสธเรื่องรับเงิน ส่วนรายละเอียดทั้งหมดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจะเป็นผู้สอบปากคำตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้ง

และเวลาประมาณ 17.00 น. พลตำรวจตรี อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการนครบาล 1 เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปราม สน.ห้วยขวาง ทั้งหมด 14 นาย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเอาผิดตามมาตรา 157 กรณีไม่จับกุมดำเนินคดีในความผิดบุหรี่ไฟฟ้า โดยตำรวจที่ถูกแจ้งข้อหาเป็นตำรวจที่ตั้งด่านอยู่ที่หน้าสถานทูตจีน มีตำรวจที่เข้าข่ายถูกดำเนินคดีแล้ว 2 นาย ยศร้อยตำรวจเอก และ สิบตำรวจเอก ที่ตามหลักฐานภาพวงจรปิดพบว่าเจรจากับกลุ่มนักท่องเที่ยวดาราสาวชาวไต้หวัน

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นายชูวิทย์ ได้โพสต์คลิปแถลงการณ์ขอโทษ อันหยูชิง ดาราสาวไต้หวัน ที่ตำรวจไทยบางคนทำให้ได้รับความเสียหาย และยืนยันจะติดตามเรื่องนี้เพื่อให้ความจริงปรากฏ

ก่อนที่เมื่อช่วงเวลา 19.00 น. นายชูวิทย์ ได้โพสต์เผยแพร่คลิปที่บันทึกไว้ระหว่างโทรศัพท์ติดต่อพยานชาวสิงคโปร์ ซึ่งระบุว่าอยู่ในเหตุการณ์ที่ถูกตำรวจเรียกเงิน 27,000 บาท โดย นายชูวิทย์ เรียกชาวสิงคโปร์รายนี้ว่า คุณสกาย ซึ่งคุณสกายพูดกับนายชูวิทย์เป็นภาษาไทย ผสมกับภาษาอังกฤษ

คุณสกาย ตอบนายชูวิทย์ว่า ถูกตำรวจเรียกรับเงิน 27,000 บาทจริง เมื่อถามว่าจำได้ไหมว่าตำรวจกี่นายที่เรียกรับเงิน คุณสกายบอกว่า เขาจ่ายเงินให้ตำรวจ 1 คน มีตำรวจ 2 คน แต่มี 1 คน ที่ใช้วิธีการขู่ โดยตำรวจนายนั้นพยายามซักถามเพื่อเอาผิดที่เขาไม่พกพาสปอร์ตตัวจริงติดตัว แล้วทำไมไม่มีวีซา คุณสกายบอกตำรวจว่า คนสิงคโปร์อยู่ไทยไม่ถึง 30 วัน ไม่ต้องมีวีซา ตอนนี้อยู่ 2 อาทิตย์เอง แต่ตำรวจยืนยันว่าต้องมีพาสปอร์ตตัวจริง เขาจึงบอกกับตำรวจว่าจะให้เพื่อนไปเอาพาสปอร์ตตัวจริงมา แต่ตำรวจบอกว่าไม่ได้ สองคนไม่มีพาสปอร์ตตัวจริง เขาจึงบอกว่าไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ซึ่งตำรวจบอกว่า เขามีบุหรี่ไฟฟ้า

เมื่อมาถึงตรงนี้ คุณสกาย บอกว่า เขายอม แต่เขาไม่รู้ เพราะบุหรี่ไฟฟ้ามีขายที่ตลาด น่าจะผิดมากกว่า จึงขอโทษออกไป ส่วนเรื่องพาสปอร์ตเขาไม่ยอม เพราะคนสิงคโปร์เข้าไทยไม่ต้องทำวีซาอยู่ได้ 30 วัน แต่ตำรวจก็ขู่ และมีอาการโมโห เขาก็ไม่รู้ว่าโมโหอะไร แถมห้ามคุยโทรศัพท์ ถ่ายรูปไม่ได้ ถ่าย TikTok ก็ไม่ได้ และทำท่าโมโห เขาจึงบอกเพื่อนไม่ให้ใช้โทรศัพท์ เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่พูดไทยได้

คุณสกาย บอกด้วยว่า วันนั้นไปกัน 4 คน ซึ่ง 3 คน เป็นผู้ชายชาวสิงคโปร์ ส่วนอีก 1 คน เป็นดาราสาวชาวไต้หวัน โดยใช้เวลาอยู่ตรงด่านตำรวจประมาณ 1-2 ชั่วโมง นายชูวิทย์ บอกกับคุณสกายว่า อยากให้คุณสกายมาพบตนที่ประเทศไทย มาพูดให้สังคมไทยได้รับรู้ เพราะตำรวจไทยปฏิเสธ และพยายามแต่งเรื่องโกหก โดยยินดีจัดหาที่พักโรงแรมของตนให้ แต่คุณสกายบอกว่า "คิดอยู่ เพราะว่ามันอันตราย" คุณชูวิทย์ ยืนยันว่า ไม่ได้อันตราย และอยากให้บินมาด่วน ค่าใช้จ่ายยินดีจ่ายให้ ไม่ว่าจะค่าที่พัก ค่าอาหาร พรุ่งนี้หากคุณสกายนั่งเครื่องบินมาจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด อยากให้เรื่องนี้เป็นความจริงปรากฏให้คนไทยได้ทราบ เงิน 27,000 บาท ก็จะนำมาคืนคุณสกายด้วย อยากให้มาทันที เพราะเรื่องนี้เสียหายต่อประเทศไทยมาก ระหว่างนั้น คุณจูน เพื่อนของคุณสกาย บอกว่า จะติดต่อกลับอีกครั้ง

เมื่อวางสายคุณสกาย นายชูวิทย์ ระบุว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ นายกรัฐมนตรี ควรจะมากล่าวคำขอโทษและคืนเงิน 27,000 บาท ให้กับชาวสิงคโปร์ ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตนยินดีออกให้ เพราะเรื่องนี้ส่งผลต่อประเทศไทยร้ายแรง

หลังจาก นายชูวิทย์ โพสต์ออกไป ทางดาราสาวชาวไต้หวันได้เข้ามาคอมเมนต์ขอบคุณ นายชูวิทย์ เป็นภาษาอังกฤษ ก่อนที่นายชูวิทย์เข้าไปคอมเมนต์ตอบเป็นภาษาจีนว่า เหตุการณ์นี้ ในนามของคนไทย ตนเองอยากขอโทษที่ตำรวจไทยเรียกเก็บเงินอย่างไม่เหมาะสม และทำให้กลุ่มของดาราสาวตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย และยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชาวไต้หวันจะยกโทษให้ และตนเองก็เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในอุดมคติสำหรับคุณ ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณอันยู่ชิง จะกลับมาประเทศไทยอีกในเร็ว ๆ นี้

ส่วนตัว คุณชูวิทย์ บอกว่า จะติดตามความจริงเหตุการณ์นี้เป็นการส่วนตัวต่อไป ซึ่งดาราสาวก็ได้แชร์บางโพสต์ของนายชูวิทย์ไปขอบคุณด้วย

อีกคนหนึ่งที่ออกมาสำทับเห็นด้วยกับสิ่งที่ นายชูวิทย์ เปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ คือ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่ก่อนหน้านี้ได้ตั้งประเด็น 6 ข้อพิรุธ มัดตัวตำรวจ สน.ห้วยขวาง ตั้งด่าน วันนี้ก็เปิดเผยเพิ่มเติมอีกเกี่ยวกับด่านที่ คุณอัจฉริยะ เรียกว่า "ด่านตีไก่" โดยระบุว่า "ด่านตีไก่ห้วยขวางทำกันมานานโดยรองผู้กำกับปราบปรามจัด ได้เงินมาแบ่งแล้วส่งต่อผู้กำกับจนมาจนมุมในคดีสาวไต้หวันที่เราตรวจสอบมาหลายวัน จนมีหญิงแฟนชาวสิงคโปร์มายืนยันว่าจ่ายให้ 27,000 บาทจริง จนมีคำสั่งเด้ง

โดยย้ำว่า "ธิติ จะไม่แสงสว่าง ถ้ายังไม่พูดความจริง เพราะผมรู้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าคนจ่ายเงินคนไทยจ่ายให้ตำรวจ 27,000 บาท โดยมีคลิปเป็นหลักฐาน" สำหรับคำว่า "ตีไก่" เป็นศัพท์เฉพาะของวงการตำรวจจราจรที่ตั้งด่านรีดไถ เรียกรับส่วย เรียกเก็บเงินจากผู้กระทำความผิดเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จะไม่จับกุมดำเนินคดี
 
ตอนนี้สิ่งที่สังคมยังรอฟัง คือ ผลการสอบปากคำเพิ่มเติม ตำรวจ สน.ห้วยขวาง 5 นาย โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่ลงมาสอบปากคำด้วยตนเอง ซึ่งวันนี้น่าจะมีความคืบหน้าของเรื่องนี้เพิ่มเติม