ห้องข่าวภาคเที่ยง - ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานในคดีเฮียโตถูกลูกชายกักขัง ขณะที่ญาติของลูกสะใภ้ ออกมาปฏิเสธว่า ลูกชายเฮียโตไม่ได้กรอกยา แต่สาเหตุที่ต้องกักขัง เนื่องจากเฮียโตมีอาการอัลไซเมอร์
ไปติดตามกันต่อกับคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หลัง เฮียโต เข้าแจ้งความ ถูกลูกชาย และลูกสะใภ้ ทำการกักขัง และกรอกยา ส่วนภรรยาต้องผูกคอตาย เพื่อยักยอกสมบัติมูลค่า 65 ล้านบาท แต่ เฮียโต สามารถหลบหนีออกมาได้ โดยตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานว่า จะสามารถแจ้งข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวกับลูกชายได้หรือไม่นั้น
ตำรวจนำหมายศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าตรวจค้นจำนวน 3 จุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ใช้ประกอบสำนวนในคดี โดย 1 ใน 3 จุด เป็นบ้านพักของลูกชาย แต่ไม่พบตัวลูกชาย และลูกสะใภ้ เนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศ และยังนำตัว เฮียโต ไปชี้จุดต่าง ๆ ในช่วงที่ถูกกระทำมาตลอด 2 ปี เพื่อบันทึกภาพเป็นหลักฐานสำคัญ ก่อนจะออกหมายเรียกให้ลูกชาย และลูกสะใภ้ เข้าให้ปากคำ พร้อมทั้งจะต้องสอบปากคำพยานแวดล้อมอีกหลายปาก ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัว
จากการตรวจค้น ทำให้ได้ข้อมูล และหลักฐานสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะที่บ้านพักหลังหนึ่ง ซึ่งมีห้องที่ใช้กักขัง เฮียโต และภรรยา โดย เฮียโต จำสีของผนัง นาฬิกาแขวน และฝ้าเพดาน ที่ปีนขึ้นไปเจาะรู เพื่อระบายอากาศ เนื่องจากภายในห้องร้อนไม่มีลมถ่ายเท อีกทั้งจุดที่เป็นอาคารปูนสีขาวแยกออกจากตัวบ้านพัก เปิดจุดที่ เฮียโต ถูกแยกกักขัง โดยบริเวณตะแกงเหล็กระบายอากาศ ถูกดัดแปลงตัดออกเป็นรูขนาดใหญ่ เพื่อไว้ใช้ส่งอาหารให้เฮียโต รวมทั้งจุดที่เป็นเหล็กดัดที่มีการหยอดน้ำเกลือให้เป็นสนิมผุกร่อน จะได้ใช้หลบหนี ซึ่งจากการตรวจสอบ พบคราบสนิมบริเวณตะแกงเหล็กจริง จึงนำไปตรวจหารอยนิ้วมือของเฮียโต และใช้โซเดียมในการตรวจสอบค้นหาคราบเกลือ ตามคำให้การของเฮียโต
ตำรวจยังได้พา เฮียโต ไปตรวจร่างกาย และบาดแผล เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบคดีที่โรงพยาบาล พร้อมออกหมายเรียกพยานกว่า 10 ปาก เข้าให้ปากคำ
ทางด้านญาติของลูกสะใภ้ ชี้แจงว่า ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการดูแล เฮียโต กับภรรยา เนื่องจากมีอาการอัลไซเมอร์ ซึ่ง เฮียโต เคยเดินออกจากบ้าน และพลัดหลงไปถึงเขื่อนทดน้ำบางปะกง จนเกือบตกน้ำเสียชีวิตมาแล้ว ทำให้ต้องกักเอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย จึงเชื่อมั่นว่าลูกชาย และลูกสะใภ้ ไม่น่าจะคิดทำร้าย เฮียโต กับภรรยาแน่นอน แต่คงต้องรอให้ลูกชาย และลูกสะใภ้ กลับจากต่างประเทศก่อนแล้วมาชี้แจงในเรื่องที่เกิดขึ้น
ทางด้านลูกชายของเฮียโต ซึ่งเดินทางไปยังฮ่องกง และจะเดินทางกลับประเทศไทย ในช่วง 2 วันนี้ ได้ให้ทนายเดชา กิติวิทยานันท์ เข้ามาทำคดีดังกล่าว โดย ทนายเดชา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า คดีกักขังเฮียโต ระวังจะโอละพ่อ และอีก 2-3 วัน ลูกชายจะออกมาแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว
มีรายงานว่า เฮียโต เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ในอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และธุรกิจรับเหมาเดินสายไฟในโรงงาน อีกทั้งมีทรัพย์สินอีกมากมาย ทั้งที่ดิน และอาคารพาณิชย์หลายแห่ง
ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่างเฮียโตกับลูกสะใภ้นั้น เป็นเรื่องของเงินจากการจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้หายไป เฮียโต จึงแอบติดกล้องวงจรปิด และพบว่าผู้ที่ขโมยเงินไปนั้นคือลูกสะใภ้ ทำให้มีการว่ากล่าวตักเตือนกัน ทำให้ลูกสะใภ้ไม่พอใจ ส่งผลให้มีเรื่องขัดแย้งกันเรื่อยมา
ทีมข่าวพูดคุยเพิ่มเติมกับ ทนายเดชา ในประเด็นออกมาโพสต์ ระบุว่า คดีกักขัง "เฮียโต" ระวังจะโอละพ่อ เนื่องจากได้ข้อมูลมากมายมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือในจังหวัดฉะเชิงเทรา
ส่วนตัวมี 6 ประเด็นที่ตั้งข้อสงสัย ประเด็นแรก คดีนี้ผ่านมานานกว่า 3 ปีแล้ว ทำให้ตำรวจไม่สามารถไปรวบรวมพยานหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นการจัดฉากฆาตกรรมหรือไม่ ยืนยันจากแหล่งข่าวว่าตำรวจไม่มีหลักฐานอะไร
ประเด็นที่ 2 จากการเข้าค้นจุดเกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยผิดปกติว่าจะมีการกักขังหน่วงเหนี่ยว
ประเด็นที่ 3 มีพยานยืนยันว่า "เฮียโต" เดินเข้าออกจากบ้านพักได้ จึงสงสัยว่าถูกกักขังจริงหรือไม่
ประเด็นที่ 4 ผู้เสียหายสามารถเดินถือจดหมายไปส่งไปรษณีย์ได้ ก็ไม่น่าจะเป็นกังขัง เพราะถ้าจะหลบหนี ก็สามารถได้ทำได้
ประเด็นที่ 5 เรื่องที่ภรรยา "เฮียโต" มีผลชันสูตรจากนิติเวชยืนยันอยู่แล้วว่าไม่ใช่การผูกคอตาย
ประเด็นสุดท้าย เรื่องคดีแบ่งมรดก ปี 2565 เหตุใดจึงมีการร้องทุกข์เป็นคดีอาญา
ทั้งนี้ ทนายเดชา ยืนยันที่ออกมาโพสต์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการรับว่าความให้ฝั่งลูกชายแต่อย่างใด