คอลัมน์หมายเลข 7 : ฉาวแล้วฉาวอีก! ตม.เอี่ยวคดีอุ้มรีดทรัพย์ชาวจีน พบพิรุธพัวพันอดีตนายพล

View icon 51
วันที่ 22 มี.ค. 2566 | 20.11 น.
ข่าวภาคค่ำ
แชร์
ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ คุณมะลิ แซ่ฉิ่น เจาะเรื่องราวของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอุ้มคนจีนไปเรียกค่าไถ่ โดยอาศัยช่องทางรู้ข้อมูลเบื้องลึกการกระทำความผิด มาฉวยโอกาสเป็นกลโกงตบทรัพย์ ที่น่าสนใจคือข้อมูลเชิงลึก ซึ่งพบความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับนายพลที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีส่วยวีซาก่อนหน้านี้ ติดตามจากรายงาน

ภาพวงจรปิดบริเวณอาคารพาณิชย์สามคูหา ย่านประชาสงเคราะห์ 2 เขตดินแดง จับภาพกลุ่มชายฉกรรจ์ ร่วมมือกันพยายามพาตัวชายชาวจีนพร้อมล่ามขึ้นรถออกไป ก่อนเรียกค่าไถ่ 10 ล้านบาท

เป็นหลักฐานมัดตัวที่ทำให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 5 นาย ซึ่งมีระดับสารวัตรสืบสวน 2 นาย รวมอยู่ด้วย

ย้อนกลับไปไม่ถึง 1 เดือน ประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์คนจีนถูกจับกุมไปเรียกค่าไถ่แล้วถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการได้แล้ว โดยเป็นกลุ่มของคนจีนด้วยกันเอง และมีคนจีนมาคอยรอในประเทศไทยเพื่อชี้เป้าให้มีการจับกุมไปเรียกค่าไถ่

และข้อมูลล่าสุด เกิดขึ้นในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมาเกี่ยวข้องพัวพัน ด้วยการอาศัยว่ารู้ข้อมูลเบื้องลึกของกลุ่มคนจีนที่ทำผิดกฎหมาย มาเป็นเหตุผลใช้ตบทรัพย์ จนส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

จากการติดตามเรื่องราวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นในวงการตรวจคนเข้าเมือง คอลัมน์หมายเลข 7 ยังพบข้อมูลการสืบสวนเชิงลึก โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชุดสืบสวนที่ก่อคดีในพื้นที่ดินแดง เคยเป็นอดีตลูกน้องของนายพลที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีส่วยวีซาทุนสีเทาโดยมิชอบ ที่เพิ่งจะมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 107 นาย และอยู่ระหว่างการพิจารณาชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แบบมีพิรุธด้วย และความอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในแวดวงสีกากี จากการใช้อำนาจหน้าที่ไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ทำให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ สั่งให้เร่งกวาดบ้านตัวเอง

ทุกครั้งที่มีปัญหาเรามักจะเห็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองออกมาขันนอต เร่งรัดให้หน่วยงานที่มีปัญหาต้องเร่งสะสาง แต่เวลาผ่านไปความผิดเดิม ๆ ก็ยังคงเกิดขึ้น จนนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธา ที่ยากต่อการฟื้นคืน มีแต่การเผชิญหน้าจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ทำแบบลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น จึงจะเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาได้ ทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาไม่ทำแบบไฟไหม้ฟาง มีการตรวจสอบที่รัดกุม จัดการเจ้าหน้าที่นอกรีดได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นที่พึ่งของประชาชนที่แท้จริง

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง