"แฉ แถ ไถ" ศึกชูวิทย์-ษิทรา ยังไม่หมดยก

View icon 149
วันที่ 28 มี.ค. 2566 | 07.08 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - มาดูเรื่องของคุณชูวิทย์กับทนายษิทรา เรียกว่ามีตอนต่อไปให้ติดตามทุกวัน ยิ่งกว่าละครอีก เมื่อวานนี้ทั้งสองคนก็ออกมาโต้กันอีกรอบ จากที่ทนายษิทรา บอกว่า คุณชูวิทย์ แฉไปไถไป คุณชูวิทย์ก็สวนกลับว่า ทนายก็แถลงไปไถไปเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีตัวละครใหม่อย่าง คุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ออกมาผสมโรงอีก เรียกว่ามีเรื่องให้ติดตามกันเป็นฉาก ๆ

"แฉ แถ ไถ" ศึกชูวิทย์-ษิทรา ยังไม่หมดยก
ฉากแรกมีชื่อว่า "แฉไป ไถไป" หลังทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดโปงว่า คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ รับเงินจากสารวัตรซัว ที่ถูกแฉว่าพัวพันกับกระบวนการเปิดเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งคุณชูวิทย์ ก็นำเงินไปบริจาคให้กับโรงพยาบาล 2 แห่ง แห่งละ 3 ล้านบาท และสุดท้ายโรงพยาบาลคืนเงินจำนวนดังกล่าว และให้ตำรวจนำไปตรวจสอบว่าเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่

จากนั้น คุณชูวิทย์ ก็เลยสวนกลับทนายตั้ม ฉากนี้ชื่อว่า "แถลงไป ไถไป" เพราะคุณชูวิทย์โชว์ใบเสร็จใบเสนอราคาของทนายตั้ม ทนายเพื่อประชาชน ที่เรียกเก็บค่าแถลงข่าวออกสื่อครั้งละ 300,000 บาท ซึ่งทนายตั้มก็ออกมายอมรับว่า "ใช่ครับ ได้ยินไม่ผิดเลยสักนิด ผมเก็บค่าแถลงข่าวจริง ๆ แต่เป็นค่าเสี่ยงภัย ไม่ได้เก็บทุกคดี เก็บแค่คดีใหญ่ ๆ ที่ความเสี่ยงในการถูกฟ้องสูงเท่านั้น" พร้อมบอกค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ว่า ค่าโทรปรึกษาทีมงาน 1,000 บาท ปรึกษาตน 1,500 บาทต่อ 20 นาที แต่หากมาพบที่สำนักงานคิด 3,000 บาทต่อชั่วโมง

ในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ทนายตั้ม ยังเปิดเส้นทางเงิน 6 ล้านบาท ว่ามาจากอดีตตำรวจ 2 นาย ที่คุณชูวิทย์สนิทสนม เคยมียศใหญ่โตเป็นถึงผู้บังคับการภูธรจังหวัดทางภาคใต้ อีกนายเคยเป็นรองเลขาธิการ ปปง. เคยทำคดี ผกก.โจ้ ซึ่งอดีตตำรวจนายนี้แหละ เป็นผู้นำเงินสารวัตรซัวไปมอบให้นายชูวิทย์

ด้านคุณชูวิทย์ก็ไม่เบา จี้ไปที่การเรียกเก็บเงินค่าแถลงข่าว โดยบอกไม่คิดว่าทนายตั้มใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ไปคิดเงินค่าแถลงข่าวแบบนี้ และคุณชูวิทย์ยังเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกับทนายตั้ม กรรมละ 100 ล้านบาท หากยังพาดพิงอีก ซึ่งประเด็นนี้ทนายตั้มก็ตอบกลับมาเหมือนกันว่า ไม่ได้รับงานใคร และถ้าหากถูกฟ้อง ยืนยันพร้อมจะพิสูจน์ตามขั้นตอนกฎหมาย หากแพ้คดี ก็ต้องฟ้องให้ล้มละลาย เพราะไม่มีเงินจ่ายให้  

อีกคนขอโผล่มาแจมด้วย คือ คุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เมื่อวานนี้ไปมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้คณะพนักงานสอบสวนฯ เพื่อยืนยันคนที่อยู่ในเหตุการณ์ นอกจากคุณชูวิทย์แล้ว อีก 3 คน คือ อดีตนายตำรวจยศ "พลตำรวจโท" และอดีต "พลตำรวจตรี" สังกัด ปปง. ส่วนคนที่ 3 คือมือขวาของ "สารวัตรซัว" เพื่อให้พนักงานสอบสวนพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ และยังได้เดินทางไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อเหตุด้วย

ทีมข่าวของเราได้ข้อมูลยืนยันจากหนึ่งในตำรวจยศพลตำรวจตรี ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่นำเงินไปมอบให้คุณชูวิทย์ เขายืนยันข่าวที่ออกมาผิดไปข้อเท็จจริง เพราะตนเองไม่ใช่คนที่นำเงินไปให้ ไม่รู้จักกับ "สารวัตรซัว" เป็นการส่วนตัว ไม่เคยไปถอนเงินใส่ถุงกระดาษ แต่ยอมรับว่าได้ติดต่อให้ตำรวจนายหนึ่งรู้จักกับคุณชูวิทย์ เพราะเขาอ้างว่ามี "นาย" ต้องการหาสถานที่ทำบุญ และกำลังเตรียมจะแจ้งความกลับคนที่แจ้งความทำให้เสียหาย ซึ่งน่าจะหมายถึงคุณอัจฉริยะ

สำหรับเรื่องทนายตั้ม ยังมีประเด็นเรื่องของมรรยาททนายความ ว่าด้วยการตั้งโต๊ะแถลงข่าวผิดมรรยาทหรือไม่ เราสอบถามไปยังสภาทนายความฯ ได้คำตอบว่า ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสภาทนายความก่อนฯ แต่สำหรับการจะใช้คำว่า "ทนายความอาสา" จะเรียกร้องค่าจ้าง หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ได้ ต้องฟรี ซึ่งหากตรวจสอบแล้วผิดมรรยาท ทนายตั้มอาจจะถูกลบชื่อออกจากสภาทนายความฯ เป็นเวลา 5 ปี

ส่วนที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมืออย่างที่คุณชูวิทย์พูดถึงว่า "คนแถลงนั่งเก้าอี้ได้เงิน 300,000 นักข่าวนั่งพื้น จ่ายค่าที่จอดรถ 100 บาท" เรื่องนี้สอบถามไปยังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็เตรียมขยับเช่นกัน โดยจะร่วมกับสภาทนายความฯ จัดอบรมสื่อฯให้รู้ขอบเขตการนำเสนอข่าวจากทนายความ เพราะปัจจุบันยอมรับว่าสื่อตกเป็นเครื่องมือของทนายอินฟลูเอนเซอร์

"ชูวิทย์" แฉต่อ ทนายแบรนด์เนม
ทั้งสองฝ่ายต่างสาวไส้ซัดกันไปมา กลางดึกเมื่อคืนนี้ นายชูวิทย์ ก็ยังไม่หยุดแฉ โดยโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กแบบร่ายยาวเยียด มีใจความกระทบเหน็บแนมการทำงานของ ทนายษิทรา ว่าเป็น "ทนายสีเทา" อย่าอาศัยคราบคนดีอ้างในเพจว่าเป็นเลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ชาวบ้านมีคดีหวังหนีร้อนมาพึ่งทนายประชาชน กลับถูกเรียกเอาค่าคุยหารือระยะเวลาสั้น ๆ แต่พอลูกความมีเงิน ก็ชวนไปแถลงข่าวเสียเงิน 300,000 บาท สังคมได้สิ่งไร้สาระจากสื่อฯ ทนายษิทราได้เงิน

ยังไม่จบง่าย ๆ เพราะนายชูวิทย์ ยังแฉต่อที่ใต้โพสต์นี้อีกว่า ทนายประชาชน ผมว่าไม่น่าใช่ ต้องเรียก "ทนายแบรนด์เนม" ดีกว่า พร้อมกับรูปภาพไลฟ์สไตล์การแต่งตัวของทนายษิทรา ที่สวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรนด์เนมแบบหัวจรดเท้า

บอกเลยว่าเรื่องนี้ยิ่งกว่าซีรีส์เกาหลี มีตอนต่อไปให้ติดตามทุกวันจริง ๆ และตอนต่อไปเราต้องมาติดตามกันต่อว่า สุดท้ายแล้วเงินจำนวนดังกล่าวเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ บุคคลที่ถูกกล่าวหาจะมีความผิดจริงหรือเปล่า