สาว 20 ร้องบิ๊กโจ๊ก ตำรวจเรียกเงิน 1 แสนบาท และขอมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

สาว 20 ร้องบิ๊กโจ๊ก ตำรวจเรียกเงิน 1 แสนบาท และขอมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

View icon 1.2K
วันที่ 31 ก.ค. 2566 | 18.01 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สาว 20 ร้องบิ๊กโจ๊ก ถูกตำรวจยศ “พันตำรวจโท” เรียกเงิน 1 แสนบาท และขอมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี 

น.ส.หญิง (นามสมมุติ) อายุ 20 ปี ที่ถูกตำรวจเรียกรับเงิน เพื่อช่วยเหลือคดี ที่ถูกกล่าวหาดำเนินคดีฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน นำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

น.ส.หญิง (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย เล่าว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2565 ในจังหวัดสระบุรี ขณะที่กำลังเดินทางกลับบ้านช่วงกลางคืน จังหวะรถยนต์ที่ขับมาเกิดเสีย และโทรศัพท์มือถือแบตก็หมด ซึ่งมีพลเมืองดีเข้ามาช่วยเหลือโดยช่วยเข็นรถยนต์ให้ แต่กลับเข็นเข้าไปในที่เปลี่ยว และอ้างว่าจะพาไปเอาแกลอน เพื่อพาไปซื้อน้ำมันมาเติมรถที่บ้าน และได้ขอยืมสายชาร์จโทรศัพท์ ชายคนดังกล่าวบอกว่าให้เดินไปหยิบสายชาร์จในห้อง จากนั้นชายคนดังกล่าวก็เข้ามาล็อกห้องและพยายามลวนลาม  ตนจึงได้ออกอุบายขอเข้าห้องน้ำ และหนีออกมาโดยปีนรั้วไปยังบ้านข้างๆ และพยายามให้เจ้าของบ้านช่วยเหลือ

พอมาแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเสาไห้ เพื่อดำเนินคดีกระทำอนาจาร กับผู้ชายเจ้าของบ้านที่พยายามลวนลามตน แต่กลับถูกคุมตัวไว้ เนื่องจากเจ้าของบ้านที่ตนปีนหนีเข้าไป ได้แจ้งความว่าตนเองบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ซึ่งต่อมาเมื่อเจ้าของบ้านที่แจ้งความตนเองรู้เรื่องราวทั้งหมดจึงได้ถอนแจ้งความไป  แต่ตำรวจไม่ให้ถอนแจ้งความ  โดยอ้างว่า เป็นคดีอาญาไม่สามารถถอนแจ้งความได้

จากนั้นมีตำรวจยศ “พันตำรวจโท” ได้เรียกรับเงิน 1 แสนบาท พร้อมอ้างว่าจะช่วยเหลือไม่ฟ้องร้องคดี ไม่ต้องถึงชั้นอัยการ แต่ตนหาเงินให้ไม่ได้จึงต่อรองจนเหลือ 1 หมื่นบาท และยังมีการพูดคุยลักษณะขอมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เพื่อแลกกับการทำคดีที่ถูกกระทำอนาจาร

นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง กล่าวว่า หลังจากได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายแล้ว ได้สอบถามไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี ก็พบว่า ตำรวจนายดังกล่าว เคยมีประวัติในเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์มาแล้ว 2 ครั้ง และถือว่าเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมเหยื่อ จึงต้องพามาร้องขอความเป็นธรรม ให้ดำเนินคดีกับตำรวจที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า หลังจากนี้จะนำหลักฐาน และสอบปากคำผู้เสียหายว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 หรือไม่ และหากว่ามีหลักฐานดำเนินคดีกับตำรวจที่เกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการด้วย พร้อมทั้งเตือนให้ประชาชนมีสติ หากมีตำรวจมาอ้างว่าจะสามารถช่วยเหลือทางคดีได้ โดยให้ติดต่อผู้กำกับการของแต่ละพื้นที่ได้ทันที และอย่าโอนเงินเด็ดขาด

ต่อมาหลังเข้าให้ข้อมูลต่อพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ จึงได้สั่งให้นำผู้เสียหายเดินทางไปพบผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระบุรี เพื่อแจ้งความกับตำรวจที่เรียกรับผลประโยชน์ และเร่งดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด หากพบกระทำความผิดจริงจะต้องออกจากราชการ