ป่วน! ลบฐานข้อมูลคนไข้ เสียหายกว่า 50 ล้านบาท ผอ.รพ.ศรีสะเกษสั่งสอบด่วน ยัน ไม่ใช่ถูกแฮกเกอร์ มีข้อมูลสำรองไม่หาย ด้านปลัดสธ.ส่งผู้ตรวจฯ ลงพื้นที่แล้ว
จากกรณีข้อมูลของผู้ป่วยในโรงพยาบาลศรีสะเกษ หายออกไปจากระบบฐานข้อมูลผู้ป่วยของโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้ป่วยหลายราย อาจจะไม่ได้รับสิทธิ์ในการเข้ารับการรักษาจากอาการเจ็บป่วย จนเพจดังได้ลงข้อความเพื่อสอบถามว่า “มีการลบข้อมูลผู้ป่วยจริงหรือไม่.. ลบเพื่อเหตุอะไรขายโปรแกรมหรืออย่างไร.. ส่วนกลางและสื่อสังคมช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย โรงพยาบาลศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล(เป็นข้าราชการ)ได้ทำการลบข้อมูลผู้ป่วย ใน Database ทั้งระบบ ทำให้ระบบ HIS ล่มทั้งระบบ ไม่สามารถให้การรักษาผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลต้องเดินทางกลับ โดยที่ยังไม่ได้รับการรักษา อีกทั้งข้อมูลเก่าสูญหาย ทำให้ไม่สามารถเรียกเก็บได้ โรงพยาบาลสูญเสียรายรับเกือบ 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ มีผู้ส่งแชตหลุดของผู้กระทำมา ซึ่งจะเห็นว่ามีการแอบอ้าง ว่ามีแบ็คใหญ่ ไม่มีใครกล้าทำไร ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้ใหญ่รับทราบ ได้แต่บอกจะดำเนินการ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ โดยมีการกระทำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง สามารถตรวจสอบได้ โดยการกระทำดังกล่าวเพื่อที่จะเสนอขายโปรแกรมให้กับทางโรงพยาบาล เพื่อกินค่าหัวคิว จากแชตที่หลุด โดยปกติการกระทำลักษณะนี้เป็นคดีอาญาและแพ่ง ทุกวันนี้คนที่กระทำยังเดินลอยหน้าลอยตาปกติในโรงพยาบาล โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.ค.66 รายละเอียดสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งอาจจะเกิดอีกจากแชตที่หลุดมา ลองนึกถึงคนที่เดินทางมาจากต่างอำเภอ เจ็บป่วยหนักไม่ได้รับการรักษาจะมีผลกระทบยัง ไง อยากฝากให้ช่วยเป็นสื่อให้กับทางผู้ใหญ่ได้ดำเนินการ”
ล่าสุดวันนี้ (2 ส.ค.66) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เผยว่า เรื่องดังกล่าวผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสะเกษ รายงานข้อมูลเข้ามาเบื้องต้นว่าข้อมูลผู้ป่วยไม่ได้หายไปไหน มีการทำข้อมูลสำรองไว้ ส่วนที่ทางเพจโพสต์นั้น ทางผู้อำนวยการ รพ.ระบุว่า มีทั้งตรงและไม่ตรงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับว่าให้สรุปข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด และชี้แจงต่อสาธารณะว่า จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันได้มอบให้ทางผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ที่ดูแลพื้นที่ดังกล่าวลงไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
ด้าน นพ.ชลวิทย์ หลาวทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้ระบบข้อมูลต่างๆ ล่ม นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังตั้งคณะกรรมการในการดูแลข้อมูลไม่ให้เสียหาย คือ เป็นการเรียกข้อมูลสำรองที่เก็บไว้นำมาใช้ให้ทันเวลา ซึ่งตอนที่เกิดเหตุการณ์ช่วงที่ข้อมูลหาย ต้องมีการเข้าระบบระยะเวลาหนึ่ง ช่วงเวลานั้นจึงจำเป็นต้องกลับมาใช้ระบบกระดาษก่อน แต่เมื่อระบบคอมพิวเตอร์กลับมาปกติ เราจึงนำข้อมูลจากกระดาษกลับเข้าสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างเป็นปกติแล้ว
“ช่วงที่มีปัญหาของระบบ ทำให้คนไข้รอนาน เนื่องจากการคีย์ข้อมูลต้องกลับไปใช้กระดาษในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อกู้ระบบได้ก็กลับคืนปกติ ข้อมูลคนไข้ทั้งหมดไม่ได้หายไปไหน หรือหลุดออกไปข้างนอก ยังอยู่ในระบบแบคอัพข้อมูลอยู่ เพียงแต่การเรียกข้อมูลกลับคืนไม่ได้เรียกได้ทันที เนื่องจากเป็นรพ.ขนาดใหญ่ จึงต้องใช้เวลา” นพ.ชลวิทย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีประเด็นที่บุคลากรในรพ.เป็นคนทำ เพื่อหวังส่วนต่างซื้อโปรแกรมใหม่ นพ.ชลวิทย์ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการสอบสวน จะไปโทษโดยตรงไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างอ่อนไหว อย่างระบบคอมพิวเตอร์ต้องตรวจสอบให้ดี เราไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่าคนไหนเป็นคนทำ เพราะคนที่จะเข้าข้อมูลมีหลายระดับ ทั้งแอดมิน ทั้งแพทย์ พยาบาล สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวมองว่าไม่ใช่เกิดจากแฮกเกอร์จากภายนอก แต่เป็นระบบภายใน ซึ่งกำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน
“ขอให้ผู้ป่วยและญาติว่า ข้อมูลไม่ได้รั่วไหล และไม่ได้หายไป ซึ่งถูกเก็บไว้ในคลังข้อมูลอยู่ เพียงแต่ตอนนั้นกว่าจะเรียกข้อมูลกลับมาค่อนข้างใช้เวลานาน เนื่องจากข้อมูลชุดใหญ่ จึงทำให้ช่วงเวลาเกิดปัญหาค่อนข้างกระทบต่อผู้ป่วยในการรอนาน ซึ่งตอนที่เกิดเหตุ อย่างเกิดตอนเช้า และสามารถทำข้อมูลกลับมาเป็นปกติได้ในช่วงบ่าย” ผอ.รพ.ศรีสะเกษ กล่าว