ก้าวไกล ตั้งคำถาม ปชช.จะจ่ายค่าไฟถูกลงกี่โมง ถ้ายังเอื้อนายทุนกันแบบนี้

ก้าวไกล ตั้งคำถาม ปชช.จะจ่ายค่าไฟถูกลงกี่โมง ถ้ายังเอื้อนายทุนกันแบบนี้

View icon 901
วันที่ 1 ก.ย. 2566 | 14.20 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
พรรคก้าวไกล ตั้งคำถามประชาชนจะจ่ายค่าไฟถูกลงกี่โมง ถ้ายังเอื้อนายทุนกันแบบนี้ ของถูกให้ภาคธุรกิจ ของแพงให้ประชาชน

พรรคก้าวไกล ได้ประมวลการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 30 ส.ค. 66 มีวาระรับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สส.พรรคก้าวไกลได้อภิปรายหลายคน ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากคือการแก้ไขปัญหาค่าไฟแพง ที่ยังแพงแล้ว แพงอยู่ แพงต่อ ประชาชนรับผลกระทบหนักในเวลานี้

ข้อความตอนหนึ่งในการอภิปรายของ นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ ระบุว่า การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าในปัจจุบัน ทำให้ประชาชนต้องจ่ายแพงเกินไป ไฟฟ้าที่เราใช้กันทุกวันนี้ ผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมากถึง 60% แต่ต้นทุนราคาก๊าซที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า มาจาก Pool Gas ที่พึ่งพาการนำเข้าและมีราคาแพง ในขณะที่แหล่งก๊าซในประเทศที่มีราคาถูก ถูกนำไปเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อนำไปใช้กับกลุ่มปิโตรเคมีก่อน สรุปง่ายๆ คือของถูกให้ภาคธุรกิจ ของแพงให้ประชาชน

ปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น มี 8 โรง ที่ไม่ได้เดินเครื่องเลยในปี 2564 แต่เรายังต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ผ่านค่าความพร้อมจ่ายที่ถูกระบุในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แม้เข้าใจว่าการแก้ไขสัญญาระหว่างรัฐและเอกชนเป็นสิ่งที่ยาก แต่ในทุกสัญญาจะมีการระบุข้อกำหนดหนึ่ง คือเหตุสุดวิสัย (force majeure) หมายถึงการเกิดเหตุที่อยู่เหนือการควบคุมของคู่สัญญาและเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เช่น การแพร่ระบาดของโควิด 19 ควรนำมาเป็นเหตุสุดวิสัยที่นำไปสู่การแก้ไขสัญญาลดค่าความพร้อมจ่ายได้ จึงขอตั้งคำถามว่า กกพ. เคยมีความคิด หรือความพยายามเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทบทวนหรือแก้ไขสัญญานี้หรือไม่

ต่อมา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง แต่รัฐต้องเอาเงินไปจ่ายค่าพร้อมจ่ายให้นายทุน โดยมีการประเมินกันว่า ค่าพร้อมจ่ายที่ต้องจ่ายให้นายทุน 80 สตางค์ต่อหน่วยนั้น ถ้าประเทศเราสำรองไฟแค่ 15% (ปัจจุบันสำรองถึง 50%) เหมือนประเทศอื่น ประชาชนจะจ่ายแค่ 24 สตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น พูดให้เห็นภาพ เช่น ค่าไฟ 1,000 บาท ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าพร้อมจ่าย 80 สตางค์ ประชาชนจะจ่ายค่าไฟแค่ 880 บาท นั่นหมายความว่าทุกวันนี้ประชาชนถูกไถเดือนละ 120 บาท เข้ากระเป๋านายทุนเสือนอนกิน

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาโครงการอะไรที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ก็ทำเหมือนไม่เต็มใจทำ เช่น การซื้อโซลาร์รูฟท็อปจากภาคเอกชนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะราคารับซื้อไม่เป็นธรรม ซื้อถูกมาก รัฐบาลชุดที่แล้วแถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 25 กรกฎาคม 2562 ว่าจะส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าแบบหักลบหน่วยไฟฟ้าสุทธิ (Net Metering) แต่เอาเข้าจริงไม่ได้ทำเลย พอเอกชนจะซื้อขายไฟฟ้ากันเอง กกพ. ก็ไปคิดค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) แพงหูฉี่ 1.15 บาท ตั้งราคาแบบนี้เหมือนจะไม่ให้ทำมากกว่า