ตำรวจสอบสวนกลาง รื้อคดี 'กำนันนก' ใหม่ ยังไม่แจ้งข้อหาตำรวจ 15 นาย

View icon 55
วันที่ 19 ก.ย. 2566 | 07.01 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - ตามต่อคดีกำนันนก งานนี้ไม่รู้มีอะไรหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ สอบสวนกลางรับไม้ต่อจาก "บิ๊กโจ๊ก" มาทำคดีแทน แถมสั่งรื้อคดีใหม่ และเปลี่ยนการแจ้งข้อกล่าวหาแบบกราวรูด มาพิจารณารายบุคคล โดยเฉพาะ 2 ผู้กำกับที่ถูกแจ้งข้อหาไปก่อนหน้า รวมถึง "ผู้กำกับเบิ้ม" ที่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ เพราะสอบสวนกลางยันว่า "ผู้กำกับเบิ้ม" ให้การช่วยเหลือลูกน้องที่ได้รับบาดเจ็บ

นี่คือภาพเดิมที่ พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หยิบนำมาแถลงใหม่ต่อสื่อมวลชน และเปิดต่อสังคมอีกครั้ง เป็นนาทีที่ผู้กำกับเบิ้ม นำตัวตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บหลังถูกยิงในงานเลี้ยงบ้านกำนันนก ส่งที่โรงพยาบาล

ทั้งนี้เพื่อบอกกับสังคมหลังได้รับโอนสำนวนคดีมากองบังคับการปราบปรามว่า จะยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา ม.157 กับตำรวจทั้ง 15 นาย ตามที่ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยแถลงไปก่อนหน้านี้ เพราะต้องสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่าพฤติการแบบไหนเข้าข่ายว่าไม่ช่วย และพฤติกรรมไหนที่เข้าข่ายว่าช่วย พฤติกรรมไหนที่แสดงว่ากระทำความผิด โดยจะหารือข้อกฎหมายกับอัยการและศาล เพื่อความรอบคอบ ก่อนจะแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี

โดยสอบสวนกลางยกตัวอย่าง ผู้กำกับเบิ้ม พันตำรวจเอก วชิรา ยาวไทยสงค์ ผู้กำกับ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ว่าจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ และภาพที่ถูกปล่อยออกมาแล้วก่อนหน้า รวมถึงคำให้การของผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยง จะเห็นว่าผู้กำกับเบิ้ม เข้าไปช่วยอุ้มสารวัตรแบงค์ ก่อนจะมีตำรวจนายอื่นมารับช่วงต่อ นำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ดังนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่ตายไปแล้วด้วย

การทำคดีของ พลตำรวจโท จริภพ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ รอง ผบ.ตร. เรียกว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ และต่างกันที่มุมมอง อย่าง บิ๊กโจ๊ก ฟันไปเลยจากหลักฐานกล้องวงจรปิด และไม่มีการพูดถึงผู้กำกับเบิ้มว่าช่วยเหลือคนเจ็บ แต่ บิ๊กก้อง บอกต้องนำภาพ คำให้การที่เกิดขึ้นมาพิจารณาก่อน และต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถึงจะแจ้งข้อกล่าวหา หากทำไปแล้วศาลยกฟ้อง ปัญหาจะตกที่พนักงานสอบสวนที่อาจโดนฟ้องกลับ

เมื่อย้อนไปดูการทำคดีชุดสืบสวนของบิ๊กโจ๊กช่วงแรกก่อนมีภาพกล้องวงจรปิด จะเห็นว่าเคยมีข้อมูลเกี่ยวกับคราบเลือดของผู้บาดเจ็บบนเสื้อผ้าของผู้กำกับเบิ้มด้วย จึงต้องดูว่าเหตุใดจึงมีข้อมูลต่างกัน และเมื่อโอนสำนวนคดีมายังกองปราบฯ บิ๊กโจ๊กจะน้อยใจหรือไม่ จากเดิมบินเช้าบินเย็นทำคดีแบบหามรุ่งหามค่ำ แถลงข่าวดึก ๆ ดื่น ๆ แต่วันนี้คดีหลุดมือไปแล้ว

เรื่องนี้ บิ๊กโจ๊ก บอกเรื่องการทำงานไม่ใช่การน้อยใจหรือไม่น้อยใจ และการโอนสำนวนมาให้กองปราบฯ จะส่งผลดีมาก เพราะเวลาสั่งฟ้องจะส่งไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ใครจะวิ่งเต้นก็วิ่งเต้นไม่ได้ เป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่ง

สิ่งที่สอบสวนกลางกำลังตั้งประเด็นเจาะไปที่กล้องวงจรปิดที่ถูกดึงปลั๊กออกไปในเวลา 10.16 น. ของวันเกิดเหตุ ว่าทำไมถึงถอด และทำไมต้องมาถอดในวันที่เกิดเหตุ มีใครไปทำอะไรก่อนหรือไม่ ที่สำคัญทำไมต้องถอดกล้องแค่กล้องนี้กล้องเดียวจากทั้งหมด 15 กล้อง ถ้าต้องการไม่ให้อยากเห็นภาพในงานเลี้ยงทำไมไม่ปิดทั้งหมด ชุดสืบสวนกำลังเร่งไล่ภาพจากกล้องวงจรปิด โดยคาดว่าวันนี้น่าจะเห็นทั้งหมดว่าก่อนกล้องดับไปมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เนื่องจากชุดสืบสวนก่อนหน้ายังไม่ไล่ภาพก่อนเวลาที่กล้องดับไป โดยสอบสวนกลางบอกว่าหลักฐานก่อนเกิดเหตุจะเป็นอีกข้อมูลชิ้นสำคัญที่จะระบุที่มาที่ไปและข้อสงสัยเรื่องนี้

ล่าสุด มีรายงานว่า ผลการตรวจคราบเลือดที่เสื้อผ้าของผู้กำกับเบิ้ม พบว่าตรงกับ DNA ของสารวัตรแบงค์ที่เสียชีวิต ต้องติดตามแนวทางการดำเนินคดีของกองบัญชาการสอบสวนกลาง ที่นำแนวทางการสืบสวนของชุดเดิมมาตรวจสอบใหม่หมด ว่าสุดท้ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจ ใครจะถูกดำเนินคดีบ้าง และสุดท้ายกำนันนกจะถูกพิพากษาจนดิ้นไม่หลุดหรือไม่

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตั้งทีมสืบสวนที่มาจาก 11 หน่วยงานในสังกัด เข้ามาดูแลทั้ง 2 คดี คือ คดีการเสียชีวิตของสารวัตรแบงค์ และการดำเนินคดีกับตำรวจที่ไปร่วมงานเลี้ยงในวันดังกล่าว เนื่องจากเป็นคดีละเอียดอ่อน มีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยการสอบสวนดำเนินการต่อเนื่องจากของเดิมที่ตำรวจภูธรภาค 7 เพียงแต่นำพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึงภาพวงจรปิด มาพิจารณาอย่างละเอียด ไล่ดูไปตามข้อเท็จจริง รวมถึงประเด็นข้อกฎหมาย ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจในเหตุการณ์ว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ด้าน พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันการโอนสำนวนคดีทั้ง 2 คดี ให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เนื่องจากตำรวจสอบสวนกลาง ร้องขอเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่แรก เพราะตำรวจที่เสียชีวิตอยู่ในสังกัดรับผิดชอบ อีกทั้งที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้เข้าไปร่วมเก็บรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการขยายผลว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องอีกหรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง