ทีดีอาร์ไอหวั่นลดค่าไฟ ยืดหนี้ กฟผ. เป็นระเบิดเวลา อนาคตแบกค่าไฟอ่วม

ทีดีอาร์ไอหวั่นลดค่าไฟ ยืดหนี้ กฟผ. เป็นระเบิดเวลา อนาคตแบกค่าไฟอ่วม

View icon 83
วันที่ 19 ก.ย. 2566 | 11.39 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
นักวิชาการทีดีอาร์ไอ - อีอาร์ไอ หวั่นลดค่าไฟด้วยมาตรการยืดเวลาชำระหนี้ กฟผ. เป็นการพักหนี้ระยะสั้น อาจเป็นระเบิดเวลาทำผู้บริโภคอ่วม อนาคตส่อแบกค่าไฟพุ่ง 6 บ./หน่วย แนะรัฐช่วยเฉพาะครัวเรือนที่จำเป็น-รายได้น้อย ระยะยาวเดินหน้าพลังงานหมุนเวียน ลดความเสี่ยงราคาเชื้อเพลิงโลกผันผวน

ลดค่าไฟ วันนี้ (19 ก.ย.66) นายชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ ) กล่าวถึงมาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วยในรอบบิลเดือนกันยายนตามมติ ครม.นัดแรก ที่ให้ปรับลดค่าพลังงาน ว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการใช้กลไกใดในการลดค่าไฟ ซึ่งมีแนวทางหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คาดว่าจะใช้รูปแบบยืดหนี้หรือภาระต้นทุนจากการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ออกไปก่อน ซึ่งหนี้ดังกล่าวเกิดจากการแบกรับค่า Ft ที่ประกอบด้วยต้นทุนของค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้า (AP) และต้นทุนของเชื้อเพลิงที่มีการเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท

นายชาคร ระบุว่า แนวทางดังกล่าวย่อมสร้างต้นทุนในกับ กฟผ. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องของ กฟผ. และยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ขององค์กรซึ่งเป็นผลให้อัตราดอกเบี้ย (ต้นทุนทางการเงิน) เพิ่มสูงขึ้น โดยภาระดังกล่าวจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นเพื่อเป็นการรักษาสภาพคล่องของ กฟผ. ภาครัฐยังคงมีความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลอย่างเช่นที่เกิดในปีงบประมาณปัจจุบัน และยังส่งผลต่อสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว อีกทั้งการขาดสภาพคล่องของ กฟผ. อาจทำให้ไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยรองรับการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้

“มาตรการลดค่าไฟฟ้าจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยปราศจากการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเพียงการพักหนี้ระยะสั้นเท่านั้น โดยหากพ้นระยะของการพักชำระหนี้ ถ้าเกิดมีการเรียกเก็บคืนทันที อาจจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงขึ้นมากกว่า 6 บาทกว่าต่อหน่วยเลยทีเดียว และผู้บริโภคจะต้องเจอกับราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยภาระหนี้ในอดีตอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการพักชำระหนี้ผ่านการตรึงค่า Ft จึงเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาเกิดผลกระทบในวงกว้างจากภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ” นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ระบุ

แนวคิดดังกล่าววสอดรับกับ ดร.สิริภา จุลกาญจน์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ( อีอาร์ไอ) ที่เห็นว่า หากรัฐจะใช้แนวทางการยืดหนี้ ควรใช้ให้ถูกกลุ่มและมีระยะเวลาการช่วยเหลือที่ชัดเจน เช่น ลดค่าไฟฟ้าให้ครัวเรือนที่มีความจำเป็น หรือครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสจากภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่การจัดการกับปัญหาค่าไฟฟ้าราคาแพงในระยะยาว จะต้องให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่มีหลายปัจจัยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้

“ประเทศไทยนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นราคาสูงที่กว่าการผลิตจากในอ่าวไทยมากกว่า 2 เท่า ส่งผลให้การควบคุมราคาค่าไฟฟ้ามีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดังกล่าวมีแนวโน้มต่ำลง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในระยะยาวควรมีการวางแผนและจัดระบบไฟฟ้าควรคำนึงถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของสังคมที่เพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยหันไปใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การติดโซลาร์เซลล์ หรือเทคโนโลยีในอนาคตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปอีกด้วย” ดร.สิราภา ระบุ

ดร.สิริภา ระบุด้วยว่า สำหรับการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน โดยเพิ่มการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประทธิภาพในการผลิตไฟฟ้านั้นยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการอาศัยเงินลงทุน เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ภาครัฐจึงต้องมองหากลไกและมาตราการทางการเงินที่เหมาะสมกับช่วงระดับการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีโดยยังรักษาเสถียรภาพของราคาไฟฟ้าในอนาคตผ่านมาตรการที่หลากหลาย เช่น การสนับสนุนแหล่งเงินทุนสีเขียว การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและการันตรีความเสี่ยงสำหรับโครงการสีเขียว รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต