สว.สมชาย เบรก นายกฯเศรษฐา เร็วไปตั้ง "ทักษิณ" เป็นที่ปรึกษาฯ เตรียมเรียก อธิบดีกรมคุก ผบ.เรือนจำ หมอ มาซักถามอาการป่วยทักษิณ แนะให้ไปนอน รพ.ราชทัณฑ์ ให้เป็นแบบอย่าง
กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า เมื่อนายทักษิณ ชินวัตร พ้นโทษแล้วอาจจะเข้ามาเป็นที่ปรึกษา
วันนี้ (22 เม.ย.66) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ต้องดูหลักนิติธรรมที่นายเศรษฐาแถลงต่อรัฐสภาก่อน ว่าในการควบคุมนักโทษเด็ดขาด ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้อนุญาตให้นายทักษิณรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ และมีการพระราชทานลดโทษ เหลือจำคุก 1 ปี จะดำเนินการอย่างไรให้เกิดกระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งโดยหลักแล้วแม้นายทักษิณจะเคยเป็นอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มีคุณงามความดี แต่ก็มีคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 คดี ดังนั้น เพื่อให้เกิดหลักนิติธรรมและความปรองดองสมานฉันท์ ควรพิจารณาเรื่องนี้ควบคู่กันไป และนายทักษิณควรเข้าสู่ระบบยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา เพราะขณะที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจก็ไม่ทราบว่าผ่าตัดอะไรบ้าง แต่ดูจากอาการทางการแพทย์ที่แจ้งก่อนกลับเข้าประเทศก็ยังไม่เห็นสาเหตุที่จะต้องผ่าตัด
นายสมชาย กล่าวต่อว่า ในวันที่ 25 ก.ย.66 เวลา 13.00 น.จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการ สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดยได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการราชทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจ มาให้ข้อมูล ซึ่งเราคงไม่ก้าวล่วงว่านายทักษิณอาการป่วยหนักเบาแค่ไหน แค่ดูเรื่องมาตรฐานการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลตำรวจ เพราะนักโทษหลายคนที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี อดีตแกนนำกลุ่มต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกันก็เข้าสู่กระบวนการทั้งสิ้น
นายสมชาย กล่าวว่า สิ่งที่นายเศรษฐาพูดถึงนายทักษิณนั้น ต้องผ่านด่านที่ 1 ก่อน คือนายทักษิณน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณรับการลดโทษไปแล้ว และอยากให้นายทักษิณดำเนินการตามนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่านายทักษิณต้องกลับไปอยู่ในแดนต่างๆ เหมือนนักโทษคนอื่นๆ ทั่วไป อาศัยเคยเป็นนายกฯ ก็เข้าไปอยู่ในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชฑัณฑ์ได้ รวมถึงอาจจะมีการจัดห้องพักพิเศษชั้น 9 ที่มีห้องน้ำในตัว มีเตียงนอน มีแอร์ มีทีวีต่างๆ ให้นายทักษิณได้พักอยู่จนครบ 1 ปี
นายสมชาย กล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษเพิ่มเติม ตนคิดว่านายทักษิณได้มากพอสมควรแล้ว ดังนั้นในระยะเวลาที่เหลืออยู่อีก 10 กว่าเดือน นายทักษิณก็ควรที่จะดำเนินการให้เป็นแบบอย่าง เพราะนายทักษิณก็เคยพูดเสมอว่าอยากเห็นประเทศไทยมีรัฐบุรุษ มีคดีก็พร้อมรับโทษ และในหลายประเทศผู้นำที่มีคดีทุจริตก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหมด
หลักนิติธรรมที่นายเศรษฐาพูดนั้น ประการแรกต้องทำให้นายทักษิณอยู่ในความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ประการต่อมาถ้านายทักษิณจะเป็นต้นแบบในการปรองดอง ตนคิดว่ารัฐบาลน่าจะหยุดคดีความเรื่องของความขัดแย้งในอดีต หลังรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรในปี 47-48 จนนำไปสู่การรัฐประหารในปี 49 คดีการชุมนุมของกลุ่ม นปก.และ นปช.ที่มีการบาดเจ็บล้มตาย รวมถึงคดีปิดสนามบิน คดีเผาศาลากลาง และคดีอื่นๆ ถ้าเป็นเหตุเรื่องการเมืองที่ไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิต เพียงแค่มีความเสียหายด้านทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้น่าได้รับการเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการปรองดองที่พิจารณาออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ให้กับกลุ่มต่างๆ ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง เว้นแต่คดีมาตรา 112 ซึ่งบุคคลที่จะได้รับอภัยโทษ อาจต้องได้รับพระมหากรุณาธิคุณเอง และต้องสำนึกผิดเอง คิดว่าเป็นเรื่องที่นายกฯ ควรเร่งดำเนินการ แต่หากปล่อยนายทักษิณออกมาก่อน 1 ปี แล้วคนอื่นๆ ยังติดคดี คิดว่าสังคมอาจจะไม่สงบ อาจเกิดคลื่นใต้น้ำ ไปยังรัฐบาลเศรษฐาได้
นายสมชายกล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง นายทักษิณเป็นที่ปรึกษานั้นส่วนตัวมองว่าไม่มีความจำเป็น เพราะมีอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน ที่ควรพบและขอคำปรึกษาได้ เช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นายชวน หลีกภัย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,นายอานันท์ ปันยารชุน แม้กระทั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดังนั้นควรให้นายทักษิณอยู่นอกตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้จะดีกว่า อย่างไรก็ตามตนคิดว่าเร็วเกินไปที่นายเศรษฐาจะมาตอบว่าจะให้นายทักษิณมาเป็นที่ปรึกษารัฐบาล เพราะเรื่องนี้จะกระทบความเชื่อมั่น กระทบกระบวนการยุติธรรม และความศรัทธาต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าไปตั้งเลย ขอคำปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการดีแล้ว