เร่งขยายผลคนรับเงิน บัญชีม้า แก๊ง ตร.พัวพันเว็บไซต์พนัน

View icon 20
วันที่ 28 ก.ย. 2566 | 16.32 น.
ข่าวเย็นประเด็นร้อน
แชร์
ข่าวเย็นประเด็นร้อน - ตำรวจประชุมขยายผลคดีจับกุมลูกน้อง "บิ๊กโจ๊ก" เอี่ยวเว็บไวต์พนันออนไลน์ พร้อมเล็งออกหมายเรียก และขอหมายจับเพิ่มอีกระลอก

เร่งขยายผลคนรับเงิน บัญชีม้า แก๊ง ตร.พัวพันเว็บไซต์พนัน
เป็นประเด็นที่ยังคงต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับคดีตำรวจบุกตรวจค้นบ้านพัก 5 หลัง ภายในหมู่บ้านย่านซอยวิภาวดี 60 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนจับกุมตำรวจคนสนิท 8 นาย หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเว็บไซต์พนัน

โดยเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (27 ก.ย.) บิ๊กโจ๊ก พร้อมลูกน้อง 8 นาย และ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ซึ่ง "ทนายอนันต์ชัย" เจ้าของฉายา "ทนายกระดูกเหล็ก" ระบุว่า ช่วงสัปดาห์หน้า จะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ และไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน

ล่าสุดวันนี้ (28 ก.ย.) พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมความคืบหน้าคดี ซึ่งจะพิจารณาสำนวนการสอบปากคำผู้ต้องหา ทั้งตำรวจและพลเรือน

ทั้งนี้ ในที่ประชุมจะมีการขยายผลถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากการรับเงินบัญชีม้าต่าง ๆ โดยการออกหมายเรียก หรือขอหมายจับ

ส่วนกระแสข่าวว่า จะมีการออกหมายเรียกนักข่าวให้ปากคำในวันนี้ พลตำรวจตรี ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ระบุสั้น ๆ ว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่าจะมีการเชิญ หรือออกหมายเรียกนักข่าว หรือบุคคลอื่นเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติม

ระบุ บิ๊กโจ๊ก ห่วงลูกน้อง ชอบโอนเงินช่วย
ขณะที่ช่วงบ่าย พลตำรวจตรี ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ นายกสมาคมพนักงานสอบสวน อดีตตำรวจทีมงานบิ๊กโจ๊ก เดินทางเข้ามายังกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 โดยยืนยันว่า นัดกินข้าวกับเพื่อน ๆ ตำรวจที่กำลังจะเกษียณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือถูกเชิญมาให้ปากคำในคดีแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นตำรวจรุ่นน้องหรือเพื่อนร่วมรุ่นถูกจับกุม มีความกังวลใจหรือไม่ พลตำรวจตรี ไพโรจน์ กล่าวว่า เป็นขั้นตอนในการทำคดีเท่านั้น และไม่ใช่เพียงแค่เส้นทางการเงินโยงไปถึงใคร แล้วจะถือว่าคนนั้นทำผิด เพราะจะต้องมีกระบวนการสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าคนเหล่านั้นผิดจริงหรือไม่

ส่วนตัวเคยได้รับเงินจากบิ๊กโจ๊กในการทำงานแต่ละครั้ง โดยได้มาตั้งแต่ปี 2561 ที่เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน พอไปไหน ท่านก็จะให้เงินลูกน้องไว้ใช้จ่ายตลอด บางครั้งเป็นเงินสด และบางครั้งก็โอนให้แทน ถือเป็นเรื่องปกติของท่าน แต่ละครั้งจะได้เงินประมาณ 50,000 บาท ที่เอาไปดูแลลูกน้องต่อ ฉะนั้นถ้านับว่าเงินโอนต่าง ๆ ที่เป็นเงินของบิ๊กโจ๊ก เป็นการเชื่อมโยงทางคดี รับรองว่าตำรวจโดนกันเยอะมาก

สนธิญา ยื่นหนังสือปม บิ๊กโจ๊ก ให้เงินนักข่าว
ล่าสุดวันนี้ (28 ก.ย.) นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือถึงสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อร้องขอให้ช่วยไตร่ตรอง กรณีมีบุคคลมาร้องเรียนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ตรวจสอบบิ๊กโจ๊ก เรื่องให้เงินนักข่าว

โดยนายสนธิญามองว่า กรณีบิ๊กโจ๊กให้เงินนักข่าว ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าเป็นการแสดงน้ำใจช่วยเหลือกัน ฉะนั้นเมื่อมีการยื่นให้ตรวจสอบ ถือว่าไม่เป็นธรรม และเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติม ฉะนั้นอยากให้ตำรวจสอบสวนกลาง เข้ามาช่วยพิจารณาไตร่ตรอง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

จี้ บิ๊กโจ๊ก คลายข้อมูล เชื่อหมดหวังเป็น ผบ.ตร.ในอนาคต
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แสดงความเห็นว่า เมื่อบิ๊กโจ๊กให้สัมภาษณ์ว่า มีข้อมูลอีกมาก หากเปิดเผยก็อาจตายกันหมด แต่ส่วนตัวจะไม่เอาคืน และไม่แก้แค้น เพราะไม่อยากทุบหม้อข้าวตัวเองนั้น ส่วนตัวมองว่า กรณีที่บิ๊กโจ๊กพูดออกมาแบบนั้น ถือเป็นการมัดหัวมัดท้าย จนยากจะดิ้นหนีแล้ว และควรออกมาเปิดเผยข้อมูลให้หมด 

เนื่องจากตอนนี้ คงเป็นเรื่องยากที่บิ๊กโจ๊กจะได้รับตำแหน่งใหญ่ แม้จะมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี เพราะการพูดลักษณะกำข้อมูลไว้เยอะ ย่อมมีผลกระทบกับเวลาที่เหลือ ซึ่งจะเต็มไปด้วยขวากหนามต่าง ๆ เป็นอุปสรรคอีก

ท้อใจ! ตร.ซื้อขายตำแหน่ง ได้ดีกว่าคนทำงาน
นายจตุพร ระบุอีกว่า การเติบโตของนายตำรวจรุ่นใหม่ เมื่อวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งเร็ว ย่อมเติบโตเป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนคนไม่วิ่งเต้น ก็ทำหน้าที่ด้วยความห่อเหี่ยวใจอยู่ในตำแหน่งเดิม เมื่อระบบก้าวหน้าอยู่ที่การวิ่งเต้นแล้ว เงินจึงมีความจำเป็นต่อการทุ่มซื้อตำแหน่ง ฉะนั้นการหาเงินเหล่านั้น คงไม่ได้หามาจากสิ่งถูกกฎหมายแน่นอน ส่วนตัวหวังว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ จะล้มระบบดังกล่าว

ส่วนกรณีให้เงินนักข่าวครั้งละ 10,000 บาท ถ้าเปรียบเป็นนักการเมือง หรือข้าราชการ ให้และรับเงินเกิน 3,000 บาท อาจเข้าข่ายวินัยร้ายแรง

แฉ มินนี่ หนีกบดานสิงคโปร์ จ.เลย
ความเคลื่อนไหวของ "นางสาวมินนี่" 1 ในตัวละครสำคัญในคดี โดยทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านพักของ สจ.ท่านหนึ่ง ที่ถูกระบุว่าเป็นมารดาของนางสาวมินนี่ ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ ปลูกอยู่ในพื้นที่กว่า 5 ไร่

แต่ทีมข่าวพยายามกดกริ่งเรียกคนในบ้าน และติดต่อทางโทรศัพท์ กลับไม่มีคนออกมา หรือรับสายโทรศัพท์ ซึ่งจากการสอบถามคนสนิท สจ.อีกท่าน ให้ข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ตำรวจได้จับกุมบัญชีม้าที่จังหวัดเลย ได้ผู้ต้องหา 5 คน โดย 1 ในบุคคลที่ถูกจับกุม เป็นลูกสาวของ สจ.อีกท่าน และเป็นเพื่อนกับนางสาวมินนี่ หลังเข้าไปทำหน้าที่เป็นแอดมินให้เพจที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จึงทำให้ทราบว่า นางสาวมินนี่ได้เดินทางไปสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา แล้ว โดยมี "ตำรวจนายหนึ่ง" ให้การช่วยเหลือ.

แฉโดนจับคดีแว้น จยย. ถูกบังคับเปิดบัญชีม้าแลกประกันตัว
ทั้งนี้ หากพูดถึงบัญชีม้า ทีมข่าวได้รับข้อมูลจากชุดสืบสวน พบว่า เส้นทางการเงินของนางสาวมินนี่ มีการโอนเงินผ่านบัญชีม้า ชื่อบัญชี นายพุฒิพงษ์ โดยวิธีฝากที่ตู้เงินสด CDM ให้ตำรวจนายหนึ่ง ก่อนที่เงินตรงนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายค่าไฟฟ้าภายในบ้าน 5 หลัง ที่ตกเป็นข่าว รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

และจากตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า เงินจากบัญชีม้า "นายพุฒิพงษ์" ถูกโอนต่อให้บัญชีม้าที่ชื่อ "นายครรชิต" ซึ่งบัญชีม้าของนายครรชิต จะมีตำรวจอีกนายเป็นคนใช้จ่าย 1 ในนั้นคือการนำไปจ่ายไฟฟ้าภายในบ้าน 5 หลัง โดยจ่ายค่าไฟล่าสุด งวดเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2566 เป็นเงินกว่า 50,000 บาท

หากเจาะลึกไปยังบัญชีม้า "นายพุฒิพงษ์" พบว่า ผู้ต้องหารายนี้ ถูกตำรวจในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จับกุมตัวเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2565 หลังไปร่วมแข่งขันรถจักรยานยนต์ซิ่งกับเพื่อน ๆ ซึ่งจากคำให้การของนายพุฒิพงษ์ อ้างว่า เนื่องจากไม่มีเงินประกันตัว ได้มีตำรวจนายหนึ่ง แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคาร พร้อมบัตร ATM แลกกับการปล่อยตัว

สุดท้าย บัญชีธนาคารดังกล่าว ถูกส่งต่อให้ตำรวจที่ยศสูงกว่าในโรงพักเดียวกัน ส่วนนายพุฒิพงษ์ถูกปล่อยตัว พร้อมได้เงิน 1,000 บาท แต่โดนข่มขู่ว่า "รู้แล้วนะว่าบ้านอยู่ไหน" ขณะที่ตำรวจคนที่แนะนำให้เปิดบัญชี ยอมรับว่า พฤติการณ์ครั้งนี้ เป็นการหา "บัญชีม้า" ให้ตำรวจยศสูงกว่านายดังกล่าว

เผยอดีตแฟนลูกชายตำรวจ ถูกให้เปิดบัญชีม้าโอนเงินเว็บฯ พนัน
ส่วนบัญชีม้าอีกราย คือ ผู้ต้องหาที่ชื่อ "นางสาวทักษพร" ที่ถูกคุมตัวได้ภายในบ้านพักจังหวัดขอนแก่น โดยกรณีนี้ ทีมข่าวได้ข้อมูลว่า นางสาวทักษพรเคยคบหากับลูกชายตำรวจนายหนึ่ง ที่มาดำรงตำแหน่งในขอนแก่น โดยตำรวจนายนี้ รู้จักกับ 2 สามีภรรยา คือ นายกอล์ฟ และ นางสาวณัฐ โดยสามีภรรยาคู่นี้ ทำเว็บไวต์พนันบาคาร่าออนไลน์ และตำรวจคนดังกล่าว ก็เข้าไปเป็นหุ้นส่วนด้วย

กระทั่ง นางสาวทักษพรเลิกกับลูกชายตำรวจ ตำรวจนายเดิม จึงให้นางสาวทักษพรไปทำงานที่ร้านกาแฟของภรรยา และให้ช่วยเปิดบัญชี เมื่อมีเงินเข้าบัญชี ก็ต้องถอนเงินไปให้ภรรยาตำรวจนายนั้น โดยไม่รู้ที่มาของเงิน ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินบัญชีนี้ พบว่า ห้วงระยะเวลาแค่ 5 เดือน มีการโอนเงินเข้าบัญชีประมาณกว่า 5 ล้านบาท ก่อนจะปิดบัญชีในเดือนสิงหาคม ปีนี้

เผยบัญชีม้า ครรชิต หนีไปได้เพราะข่าวรั่ว
มีข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า ในวันที่ตำรวจบุกจับกุมเมื่อวันจันทร์ มีตำรวจชุดหนึ่งเข้าไปจับกุม "นายครรชิต" ซึ่งเป็น 1 ในบัญชีม้า ที่บัญชีของเขาถูกตำรวจคนหนึ่งถือไว้ แต่ว่าขณะเข้าจับกุม นายครรชิตหนีไปได้เพราะไหวตัวทัน โดยมีตำรวจนายหนึ่ง โทรศัพท์แจ้งให้หลบหนี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัว เพราะเป็น 1 ในบัญชีม้าคนสำคัญ โดยบัญชีม้าของนายครรชิต ได้รับโอนเงินเข้าจากบัญชีม้านายพุฒิพงศ์อีกทอดหนึ่ง ก่อนนำไปจ่ายค่าไฟฟ้า

สำหรับนายครรชิต เคยมีประวัติต้องโทษคดีจำหน่ายยาเสพติด คดีเสพยาเสพติด คดีเกี่ยวกับทรัพย์ ในพื้นที่แห่งหนึ่ง จังหวัดสมุทรปราการ พฤติการณ์เชื่อว่า เมื่อถูกจับกุม นายครรชิตถูกนำไปเปิดบัญชีธนาคารในเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ธนาคารแห่งหนึ่งในซอยสุขุมวิท 106 ก่อนจะนำไปมอบให้กับนายตำรวจระดับสูงในโรงพัก เพื่อนำใช้เป็นบัญชีม้า

ขอบคุณภาพจาก : Facebook Jatuporn Prompan