วอนสังคมเข้าใจ แรงงานไทยในอิสราเอลเปิด 5 เหตุผล จำเป็นต้องอยู่ต่อ

วอนสังคมเข้าใจ แรงงานไทยในอิสราเอลเปิด 5 เหตุผล จำเป็นต้องอยู่ต่อ

View icon 597
วันที่ 6 พ.ย. 2566 | 12.49 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
อิสราเอลสถานการณ์การสู้รบปะทุต่อเนื่อง แรงงานไทยวอนสังคมเข้าใจ เปิด 5 เหตุผล จำเป็นต้องอยู่ต่อ ในยามไม่มีสงครามนายจ้างช่วยเหลือดูแลมาโดยตลอด ไม่อยากถูกมองว่าดื้อ เห็นแค่เงิน หากตัดสินใจผิดพลาด พ่อแม่ คนอยู่ข้างหลัง ไม่ลำบาก

แรงงานไทยในอิสราเอล วันนี้ (6 พ.ย. 66) นายโชคดี งวงช้าง หรือ แตงโม แรงงานไทยชาวอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ที่ทำงานในประเทศอิสราเอล หนึ่งในจำนวนแรงงานไทยชาวจังหวัดขอนแก่น กว่า 500 คน ที่แจ้งความประสงค์ไม่เดินทางกลับไทย แม้สถานการณ์การสู้รบยังปะทุต่อเนื่อง เปิดเผยว่า ทำงานในอิสราเอลนาน 2 ปีแล้ว โดยเป็นการเดินทางไปทำงานตามโครงการร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลอิสราเอล เพื่อจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอล (TIC)

นายโชคดี บอกว่า สถานที่ทำงานอยู่ในภาคกลางของประเทศอิสราเอล ห่างจากชายแดนกาซา ประมาณ 70 กม. ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ทำงานอยู่ที่นั้น จำได้ว่ามีจรวดบินข้ามเขตที่อาศัยอยู่ประมาณ 3 ครั้ง แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ต.ค.66 มีจรวดข้ามเขตที่อาศัยอยู่มากขึ้นหลายเท่า ซึ่งทางการอิสราเอล ก็จะมี “Iron Dome” ซึ่งเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธเหนือน่านฟ้า

นายโชคดี เล่าถึงการใช้ชีวิตในอิสราเอลว่า ง่ายมากเพราะคนอีสานอยู่กันเป็นจำนวนมาก มีรถขายอาหารคล้ายกับรถพุ่มพวงเข้ามาขายเดือนละครั้ง แรงงานจะซื้อของตุนเอาไว้ นอกจากนี้ ในหมู่บ้านที่พักอาศัยอยู่ก็จะมีร้านค้าชุมชน ที่มีโซนอาหารไทย แม้จะเกิดภาวะสงครามแต่ก็ยังใช้ชีวิตและซื้อขายสินค้ากันตามเดิม แต่จะมีผลกระทบเฉพาะในเวลาการทำงาน จะมีจรวดยิงเข้ามาในช่วงเวลาหลังบ่าย 2 ตามเวลาในประเทศอิสราเอล ทุกวัน นายจ้างห่วงความปลอดภัยจึงไม่ให้ทำงาน จากปกติทำงานถึง 5 โมงเย็น ก็ต้องเลิกงานบ่าย 2 และทุกครั้งที่เสียงไซเรนดังขึ้นเราก็ต้องวิ่งหลบเข้าที่ปลอดภัย ช่วงแรกๆ หวาดระแวงว่าจะมีกลุ่มติดอาวุธเข้ามายิงเรา แต่ตอนนี้เริ่มปรับตัวได้แล้ว กลายเป็นความเคยชินและสัญชาตญาณที่เมื่อได้ยินเสียงไซเรน ก็ต้องวิ่งโดยอัตโนมัติ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐบาลขอให้แรงงานไทยเดินทางกลับ เพื่อความปลอดภัย นายโชคดี กล่าวว่า ส่วนตัวไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิด แต่สาเหตุที่ยังไม่อยากกลับประเทศไทย ด้วยเหตุผล 5 ข้อ ดังนี้

1. แรงงานมั่นใจในขีดความสามารถของทางการอิสราเอล หลังเกิดเหตุความรุนแรงวันที่ 7 ต.ค.66 จนถึงวันนี้ ในพื้นที่พักอาศัย ดีขึ้นตามลำดับ

2. พื้นที่ที่อาศัยอยู่ไม่ได้อยู่ใกล้กับพื้นที่สู้รบ ข้อมูลที่รายงานว่า มีคนไทยเสียชีวิตเพิ่ม ในความเป็นจริงไม่ใช่การเสียชีวิตเพิ่ม แต่เพิ่งระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนไทยได้เท่านั้น จึงทำให้ครอบครัวในประเทศไทย รู้สึกเป็นห่วง ยิ่งทางการไทยออกมาวิงวอนให้แรงงานไทยกลับประเทศ แล้วเราไม่กลับ ก็ถูกมองว่าดื้อ หวังแค่เงิน

3.แรงงานไทยบางคนเพิ่งมาทำงาน หากกลับไปแล้วหนี้สินที่กู้ยืมมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ก็ยังชำระไม่หมด แม้ว่าทางรัฐบาลไทยบอกว่าจะช่วยเหลือ แต่แรงงานไทยยังมีหนี้สินอื่น ๆ อีก

4.หากกลับประเทศไทยแล้ว สงครามไม่จบลงง่าย ๆ กินเวลาหลายเดือน จนถึงขั้นโครงการ TIC ถูกยกเลิก จะทำให้แรงงานไทยกลับไปทำงานในที่เดิมไม่ได้อีก

5. แรงงานมีความผูกพันและเห็นใจนายจ้าง ในช่วงไม่มีสงครามนายจ้างก็ดูแลช่วยเหลือทุกอย่าง พอเกิดสงครามขึ้นมาแล้วจะทิ้งนายจ้างกลับไทย จึงเป็นทำใจได้ยาก
             
นายโชคดี กล่าวต่อว่า ส่วนเพื่อนแรงงานไทยส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยก่อน จากกการสอบถามทราบว่า ทางครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้องที่อยู่ประเทศไทยที่ดูข่าวสงครามในอิสราเอลแล้วเป็นห่วง แรงงานไทยบางคนไม่ได้เล่นโซเชียล จะทราบข่าวสารต่างๆ ทางโทรทัศน์ ก็จะเห็นการรายงานข่าวความรุนแรงต่าง ๆ จึงตัดสินใจเดินทางกลับ

"สำหรับตน แม้ท้ายที่สุดจะเกิดความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิต อย่างน้อยคนที่รออยู่ข้างหลัง พ่อแม่เราก็ไม่ลำบาก อย่างน้อยก็ได้เงินช่วยเหลือจากทางการอิสราเอล เดือนละ 40,000 บาท หากได้รับบาดเจ็บก็มีเงินชดเชยเยียวยา ตนตั้งใจจะทำงานเก็บเงินในประเทศอิสราเอล อีก 3 – 4 ปี แล้วจะกลับไปดูแลแม่ที่อายุมากขึ้น เวลาที่เหลืออยู่นี้จะทำงานเก็บเงินใช้หนี้ให้หมด เพราะก่อนเดินทางมาทำงาน มีหนี้สินจากการไปกู้ยืมเงินมารักษาแม่ที่ล้มป่วย เป็นเงินเกือบ 700,000 บาท เมื่อหมดหนี้ มีเงินเก็บสักก้อนก็ตั้งใจจะกลับบ้านเกิด ซื้อวัว ซื้อควาย มาเลี้ยง และทำการเกษตร"