แม่เศร้า ไม่สามารถยื้อชีวิต นศ.อุเทนถวาย

View icon 81
วันที่ 20 พ.ย. 2566 | 11.02 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - ยังจำกันได้ไหม คดีที่นักศึกษาอุเทนถวายถูกยิงพร้อมกับ ครูเจี๊ยบ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ครั้งนั้นน้องนักศึกษาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทีมแพทย์พยายามยื้อชีวิตมาได้ 8 วัน ล่าสุดน้องเสียชีวิตแล้ว เมื่อคืนที่ผ่านมา

ข่าวร้ายนี้ ได้รับแจ้งมาตั้งแต่เมื่อวาน กลุ่มศิษย์เก่าอุเทนถวาย แจ้งข่าวว่า นายธนสรณ์ อายุ 19 ปี หรือ น้องหยอด นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย เสียชีวิตแล้ว เมื่อคืนนี้ตอนประมาณ 20.00 น. หลังรักษาตัวนานที่โรงพยาบาลนาน 8 วัน

นางสาวพรพิมล แม่ของผู้เสียชีวิต ยอมรับว่าทราบข่าวร้ายของลูก หลังจากเฝ้าติดตามอาการอยู่ที่โรงพยาบาลตลอดทั้งวัน กระทั่งหมอแจ้งข่าวว่า ลูกชายมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด อาการน่ากังวล ก่อนเสียชีวิตอย่างสงบ ตนเองตั้งใจว่าจะขอความเป็นธรรมให้กับลูกชาย หากตำรวจยังจับตัวคนก่อเหตุไม่ได้ ก็จะไม่เผาศพลูก

ส่วนบรรยากาศที่นิติเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตำรวจ สน.ปทุมวัน จัดกำลังตำรวจ 8 นาย ไปคอยอำนวยความสะดวกดูแลความเรียบร้อย หลังได้รับคำสั่งจาก ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน ให้ไปคอยดูแลความปลอดภัย เพราะเกรงว่าจะมีคู่อริตามไปสร้างปัญหา ทั้งนี้หลังรับร่างของผู้เสียชีวิตแล้ว ครอบครัวจะนำไปประกอบพิธีทางศาสนาสวดอภิธรรมเป็นเวลา 5 คืน ก่อนฌาปณกิจ

ส่วนความคืบหน้าคดี พลตำรวจเอก ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า จากการสืบสวนพอรู้กลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ โดยตำรวจได้ส่งชุดติดตามตัวแกะรอย ผู้ก่อเหตุมีมากกว่า 2 คน และหลบหนีออกนอกกรุงเทพฯ ไปแล้ว

คดีนี้จะบอกว่ามันไม่ง่ายในการติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ ถึงขั้น พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงกับออกปาก คดีนี้มีแผนประทุษกรรมลักษณะเป็นนักศึกษา ที่มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนในการก่อเหตุ มีการหมายหัวเป้าหมายชัดเจน ซึ่งมองว่า เป็นรูปแบบองค์กรอาชญากรรมกลุ่มเล็ก ไม่ใช่นักศึกษา

เหตุที่ทำให้ตำรวจคิดแบบนี้ เพราะผลจากการไล่ภาพจากกล้องวงจรปิด ที่พบว่าคนร้ายสวมเสื้อช็อปสถาบันฯ เดียวกันผู้บาดเจ็บ ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปตามเส้นทางของถนนสุนทรโกษา มุ่งหน้าถนนพระราม 4 และขับวนไปมา เป็นวงกลมในพื้นที่กรุงเทพฯ 3 รอบ ลักษณะเหมือนต้องการอำพรางเส้นทางทั้งขาเข้ามาก่อเหตุ และเส้นทางหลบหนี ส่วนทะเบียนรถที่ผู้ก่อเหตุใช้ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นทะเบียนปลอม ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า มีการวางแผนการมาเป็นอย่างดี และหากเราย้อนกลับไปดูคดีเก่าเมื่อปี 2565 เทียบกับคดีที่เพิ่งเกิดขึ้น จะพบว่าพฤติการณ์มีอะไรที่คล้าย ๆ กัน โดยเฉพาะเรื่องการขี่รถวนเวียน อำพรางเส้นทางหลบหนี ก่อนหลบไปในจุดอับที่ไม่มีภาพวงจรปิด แล้วทำลายพยานหลักฐาน ซึ่งหลายคดีที่เกิดขึ้นแบบนี้ ตำรวจยังติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีไม่ได้