อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เจ้าอาวาสวัดหอบเงินกฐิน 7 แสนบาท หนีเข้ากลีบเมฆ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เจ้าอาวาสหอบเงินกฐินเข้าพบตำรวจแล้ว

ล่าสุด วันนี้ (25 พ.ย. 66) เวลา 09.00 น. เจ้าอาวาสรูปดังกล่าว ได้เดินทางมายังวัด และเข้าชี้แจงกับฝ่ายปกครอง สำนักพระพุทธศาสนา เจ้าคณะอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ผู้นำชุมชน รวมถึงชาวบ้านผู้เสียหาย และชาวบ้านที่เดินทางมารับฟังนับร้อยคน
โดยได้มีการชี้แงว่า ยอดเงินกฐิน วันที่ 12 พ.ย. 66 ได้มา 717,186.75 บาท และได้มีการจ่ายคากระจกหอสวดมนต์ ชำระหนี้ ชาวบ้านที่ยืมมา จ่ายค่าเต็นท์ ถวายพระ จ่ายหนี้ร้านค้า และค่าวัตถุมงคลแจกในงาน รวมค่าใช้จ่าย 664,850 บาท และเหลือเงิน อีกประมาณ 90,000 บาท ซึ่งตนนั้นไม่ได้เอาไป และได้วางซ่อนไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปในกุฏิ ให้ทางผู้ใหญ่บ้านไปดูได้เลย ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เป็นข่าว ก็ขอความเป็นธรรมในการเสนอข่าวด้วย ไม่เป็นความจริง
ส่วนหนี้ที่ยืมชาวบ้านมา ยอดประมาณ 4,000,000 บาทก็เป็นเงินที่ทางวัดหมุนไม่ทัน เนื่องจากช่วงสถานการณ์โควิด ทำให้ทางวัดต้องใช้เงินจ่ายค่าช่างในการทำหอสวดมนต์ ซึ่งราคา 20 ล้านบาท ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย ใช้เงินไป 23,639,775 แต่มีเงินที่ผ่านมา รวม 15,456,202 บาท ซึ่งตนนั้นได้หาเงินจ่ายไปกว่า 8 ล้านบาท ไม่ได้หนีไปไหน จะกลับมาอยู่วัดดังเดิม และจะทยอยใช้หนี้ชาวบ้านให้ครบ แต่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ว่าจะใช้ได้ตอนไหน เนื่องจากยอดเงินเยอะ จะมีการทยอยใช้ จากน้อยไปหามากก่อน

ซึ่งหลังจากทางเจ้าอาวาสมีการชี้แจง ชาวบ้านบางส่วน ได้แสดงความคิดเห็นและมีการทวงถามเงิน ว่าจะใช้เมื่อไร เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านให้ยืมเพราะความรัก ความศรัทธา เห็นว่าเจ้าอาวาสนำเงินมาพัฒนาวัด และทำเพื่อวัด บางคนก็ไม่มีหลักฐานการยืมเงิน บางคน เป็นเงินที่เหลือจากงานศพบ้าง เอาทองไปจำนำให้ เอาเงินเก็บ ยืมเงินลูกมา และมีการยืมเงินจากพระวัดอื่นอีก ซึ่งผู้เสียหายหลายคน ได้ทวงถามขอคำตอบที่ชัดเจน จากเจ้าอาวาส ขอให้โปร่งใส ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา และหลายคนก็เปิดใจว่า รู้สึกเสียใจ เพราะช่วยวัดมาโดยตลอด และไม่มีความชัดเจนเรื่องกรรมการวัด โดยเจ้าหน้าที่การเงินที่ไปแจ้งความ ได้แสดงเจตจำนงค์ขอลาออกกลางที่ประชุม ส่วนชาวบ้านบางคนก็ให้ข้อมูลว่า ยังให้โอกาสหลวงพ่อต่อไป เพราะเชื่อว่าท่านเป็นนักพัฒนา ทำเพื่อวัดมาโดยตลอด ไม่มีประวัติเรื่องอื่น
ด้าน นส.ก้อนแก้ว ชาวกงจักร กล่าวว่า ตนให้เจ้าอาวาสยืมไป 100,00 บาท เพราะคิดว่าจะเอามาพัฒนาวัด เลยช่วย พอทราบข่าวก็ตกใจ แต่ก็หวังว่าจะได้เงินคืน
ส่วน นางปรานิตตย์ ชาวกงจักร เปิดเผยว่า ตนนั้นก็ถูกยืมไป 30,000 บาท โดยได้จำนำทอง ก็คิดว่าตอนที่มายืมเอาเงินมาช่วยสร้างวัด เพราะเห็นท่านเป็นนักพัฒนา เช่นกัน เลยตัดสินใจช่วย ตอนนี้ก็หวังว่าจะได้คืน
ขณะที่ นายก้อง (นามสมมุติ ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ-สกุล) บอกว่า ตอนที่บ้านจัดงานศพ มีเงินเหลืออยู่ 40,000 บาท ลูกชายก็เอาฝากเจ้าอาวาสไว้ เพราะเห็นว่า หลวงพ่อ ช่วยพาไปทำธุระหลายเรื่อง เกี่ยวกับงานศพ เลยไว้ใจฝากไว้ พอลูกชายมาทวงถาม หลวงพ่อก็ผัดผ่อน ยังไม่ได้เงิน ซึ่งตนก็ยังศรัทธาอยู่ เพราะที่ผ่านมาท่านก็ทำเพื่อวัดเยอะ แต่ก็ต้องแยกแยะ ถ้าหาเงินมาคืนชาวบ้านได้ ก็ให้โอหาสท่าน ก็ต้องรอดูต่อไป


ด้าน นายจิตรติ รามเนตร รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี. หลังจากมีกาประชุมเสร็จสิ้นลง ได้สรุปประเด็นดังต่อไปนี้
1.เงินทำบุญทอดกฐิน (เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 66) จำนวนกว่า 700,000 บาท ที่หายไป ที่ได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหายักยอก ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี (เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 66) พร้อมอายัดบัญชีเบื้องต้นแล้ว โดยจากการตรวจสอบบัญชีของทางวัด ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารกรุงไทย (พื้นที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรี) รวม 2 บัญชี ได้แก่ สาขา ถนนพระพันวษา และสาขา โรบินสัน เงินทั้งหมดได้ถูกถอนจากบัญชี และไม่มียอดเงินคงเหลือ มติที่ประชุม ได้รับฟังการชี้แจง พร้อมบัญชีรายรับ-รายจ่ายแล้ว โดยปรากฎว่ายังมีเงินสดคงเหลืออยู่ภายในวัด ซึ่งนำมาตรวจนับและแสดงต่อที่ประชุม จำนวน 90,000 บาท “ที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความเห็นชอบร่วมกัน ไม่ติดใจแต่อย่างใด และให้ยุติเรื่องในการดำเนินคดี”
2.ในส่วนที่มีการกล่าวอ้างโดยประชาชน กว่า 30 คน ว่าได้ให้กู้ยืมเงินสำหรับการทำนุบำรุงรักษาวัด รวมจำนวนประมาณ 4,000,000 บาท แก่เจ้าอาวาส มติที่ประชุมในวันนี้ ให้เจ้าอาวาสพูดคุยร่วมกับเจ้าหนี้แต่ละราย (ตรวจทานควบคู่กับบัญชีรับแจ้งที่ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับพระเลขาฯ ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลความเสียหาย หลังจากการประชุมครั้งก่อน เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 66 ที่ผ่านมา) เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ (ถ้ามี) ได้พูดคุยเจรจาต่อรองผ่อนผันและหรือตรวจสอบจำนวนเงินกู้ยืมร่วมกัน โดยยังคงให้เป็นสิทธิของแต่ละบุคคลในการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เจ้าอาวาสวัด ได้กล่าวแสดงเจตนายืนยันด้วยวาจาต่อที่ประชุมด้วยว่า จะชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ทุกคนที่ได้ยืมเงินมา หากมีการตรวจสอบบัญชีรายการกู้ยืมถูกต้องและครบถ้วนตรงกันแล้ว
ทั้งนี้ ทางเจ้าอาวาส ได้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สำหรับตนตอนนี้ ก็ต้องขอความเป็นธรรม ด้วย หลังจากมีการเสนอข่าวไป ตนเสียหายหนักมา ทั้งๆที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเลย โดนกระแสสังคมทั้งตนและครอบครัวที่บ้านได้รับผลกระทบ จึงอยากฝากสื่อในการนำเสนอข่าวด้วย ทั้งนี้ตนจะอยู่ที่วัดนี้ต่อ และจะพยายามเคลียร์หนี้สินที่ค้างชาวบ้านให้หมด แต่ก็ต้องขอเวลาหน่อย ส่วนเงินที่ค้างชาวบ้าน เป็นเงินที่เอาไปพัฒนาวัด สร้างหอสวดมนต์ เพราะที่ผ่านมา ช่วงโควิด ไม่มีรายได้เข้าวัด ทำให้เกิดปัญหาหลายเรื่อง จึงต้องนำเงินหมุนไปมา เพื่อจ่ายค่าช่าง ค่าก่อสร้าง เลยทำให้ต้องยืมเงินชาวบ้านมา แต่ก็ขอยืนยันว่า อาตมาจะไม่หนีไปไหน จะอยู่วัดนี้ต่อ
