หนีไม่รอด รวบเท้าแชร์ บ้านแม่ต๋อย ปั่นแชร์ล่มกว่า 10 วง ทวงถามก็บอกบ่ายเบี่ยง สุดท้ายเชิดเงินผู้เสียหายหนีกว่าล้านบาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) จับกุมผู้ต้องหา นางสาววิภาฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 340/2566 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2566 ในความผิดฐาน “เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง, มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน, มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ และเป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้
โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย”
สืบเนื่องจากผู้เสียหายจำนวนหลายราย มาร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ดำเนินการสืบสวนจับกุมเท้าแชร์ชื่อ น.ส.วิภาฯ หรือ “แม่ต๋อย” โดยผู้เสียหายได้แจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนทราบว่า น.ส.วิภาฯ หรือ ต๋อย ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นแคดดี้ของสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งก่อนหน้านี้ น.ส.วิภาฯ ได้ทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งร่วมกับผู้เสียหายในคดี และเป็นที่รู้จักกับกลุ่มผู้เสียหายเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของพนักงานบริษัทด้วยกัน ต่อมา น.ส.วิภาฯ ได้ผันตัวเป็นท้าวแชร์ ได้เปิดกลุ่มไลน์ ชักชวนผู้เสียหายที่เป็นเพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลรู้จักกันมานาน และไว้ใจกัน ให้ร่วมลงทุนเล่นวงแชร์กับตนโดยเริ่มต้นจากการเป็นท้าวเล่นแชร์แบบรายเดือน
จนกระทั่งไม่สามารถหาเงินมาหมุนได้ทันจึงใช้วิธีแบ่งการเล่นแชร์ออกเป็นวงแชร์แบบรายสัปดาห์ และรายเดือน เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง โดยผู้ต้องหาจะเป็นคนทำหน้าที่ จัดการและรวมเงินวงแชร์ หรือ “เท้าแชร์” โดยมีการเปิดวงแชร์รวมกันกว่า 10 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีสมาชิกวงแชร์มากกว่า 30 คน ยอดแชร์กว่าวงละ 100,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท ผู้เสียหายจึงได้หลงเชื่อร่วมเล่นวงแชร์กับผู้ต้องหา
ต่อมา น.ส.วิภาฯ ไม่สามารถหมุนเงินมาจ่ายให้สมาชิกได้ทัน และได้ผ่อนผันเรื่อยมา ซึ่งกลุ่มของผู้เสียหายได้ทวงถามมาตลอดแล้ว แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จึงทราบว่าการเปิดแชร์ของผู้ต้องหา มีการนำหน้าม้า (สมาชิกแชร์ที่ไม่มีตัวตนจริง) เข้ามาร่วมเล่นวงแชร์ที่ผู้เสียหายเล่น และเมื่อถึงเวลาเปียแชร์ ผู้ต้องหาจะอ้างชื่อที่นำมาแอบแฝงในวงแชร์นั้น สามารถเปียแชร์ได้ และให้ดอกในราคาที่สูง
ต่อมาเมื่อขาดสภาพคล่อง ก็จะพยายามล้มหรือยกเลิกวงแชร์นั้น เมื่อผู้เสียหายทวงถามถึงเงินในวงแชร์ ผู้ต้องหาก็จะบ่ายเบี่ยงอ้างว่า ไม่สามารถเก็บเงินตามรายชื่อที่เปียแชร์ไปได้ และหลบหนีหายไป ไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้มีผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากวงแชร์ดังกล่าวจำนวนหลายราย จึงเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายที่ยังไม่แจ้งความดำเนินคดีอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก น.ส.วิภาฯ ได้ข่มขู่ผู้เสียหายว่า หากไปแจ้งความจะไม่คืนเงินให้ ทำให้ผู้เสียเกรงว่าจะไม่ได้รับเงินคืน จึงไม่อยากดำเนินการตามกฎหมาย
ต่อมาผู้เสียหายทนพฤติกรรมการข่มขู่และ ไม่เชื่อคำหลอกลวงที่ น.ส.วิภาฯ ให้สัญญาว่าจะคืนเงิน ทุกบาท ทุกสตางค์ ให้กับลูกแชร์ทุกราย จึงได้รวมตัวไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้กับ สภ.คลองหลวง พนักงานสอบสวน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติ ออกหมายจับ น.ส.วิภาฯ ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อจับกุม น.ส.วิภาฯ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.ทัตพร เลขะวัฒนพงษ์ สว.กก.1 บก.ป. พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.1 บก.ป. สืบทราบว่า ผู้ต้องหาหลบหนีไปพักอาศัยหลังเก่าๆ (ไม่ปรากฏเลขที่) ริมคลองรังสิต-นครนายก ในพื้นที่ ย่านจังหวัดปทุมธานี เพื่อหลบหนีการติดตามการทวงหนี้จากลูกแชร์ และการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงพื้นที่เพื่อสืบสวน ติดตามตัว และเฝ้าสังเกตการณ์ ในบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 1 ธันวาคม 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้พบ น.ส.วิภาฯ ยืนอยู่บริเวณริมถนน ซอยรังสิต-นครนายก 31 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จว.ปทุมธานี จึงเข้าทำการจับกุมโดยทันที
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงนำตัวส่ง สภ.คลองหลวง จว.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป