สนามข่าว 7 สี - เพราะชีวิตไม่แน่นอน เมื่อวานนี้คุณหมอกฤตไท เพจ "สู้ดิวะ" ได้จากไปอย่างสงบ หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งปอด ซึ่งคุณหมอเปรียบเสมือนตัวแทนของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ให้เห็นถึงอันตรายที่อาจพรากชีวิตของใครไปก็ได้ โดยเฉพาะคนที่เรารัก มาวันนี้คุณหมอไม่อยู่แล้ว แล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากคุณหมอกฤตไทบ้าง
ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จัก นายแพทย์กฤตไท ธนสมบัติกุล หรือ หมอไท ผู้ป่วยมะเร็งปอด ระยะที่ 4 คุณหมอเป็นที่รู้จักหลังจากมีการโพสต์ว่าตัวเองกำลังต่อสู้จากโรคมะเร็งปอด เมื่อปลายปี 2565 ทั้ง ๆ ที่คุณหมอไทมีวินัยในการออกกำลังกาย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เรียกได้ว่าคุณหมอไทคือว่าที่คุณหมออนาคตไกลของบ้านเราอีกคน ที่มีพร้อมทุกอย่าง และมีการวางแผนสร้างครอบครัวไว้เหมือนกับทุก ๆ คน หลังเรื่องราวคุณหมอถูกแชร์ลงโซเชียล เพจเฟซบุ๊ก "สู้ดิวะ" มีชาวเน็ตเข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก ปัจจุบันคุณหมอไทเป็นอาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ต้นปี 2566 คุณหมอไทได้อัปเดตอาการรักษา ตอนนั้นหลายคนเบาใจเพราะร่างกายคุณหมอตอบสนองต่อการรักษา อาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระหว่างที่ตัวเองกำลังป่วยคุณหมอไทก็ไม่ลืมที่จะเป็นกระบอกเสียงในประชาชน เพราะขณะนั้นฝุ่น PM2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีค่าสูงเกินมาตรฐาน เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เป็นมะเร็ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีผล มันน่าเศร้ามากเมื่อมองว่าความเหลื่อมล้ำของประเทศเรามันไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นตั้งแต่พื้นฐานเรื่องของอากาศหายใจที่แสนจะสำคัญต่อชีวิตคน พร้อมตั้งคำถามว่า "เราต้องเป็นประชาชนที่อยู่ในประเทศที่ต้องซื้ออากาศหายใจจริง ๆ เหรอ?"
ต่อมา วันที่ 15 กันยายน คุณหมอได้เปิดตัวหนังสือ "สู้ดิวะ" ซึ่งเขียนด้วยฝีมือของคุณหมอเองทุกบรรทัด เป็นหนังสือที่สร้างพลังใจให้ผู้อ่าน บทเรียนจากการเผชิญหน้ากับมะเร็งระยะสุดท้ายในวัยหนุ่ม ท่ามกลางความฝันอีกมากมายที่อยากจะไปให้ถึง
แต่ดีใจได้ไม่นาน เพราะเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพจ "สู้ดิวะ" ได้โพสต์แจ้งเตือนข่าวร้าย บอกว่าอาการคุณหมอเริ่มไม่ดี มะเร็งลุกลามไปทั่วร่างกาย ไม่สามารถไปเจอแฟน ๆ หนังสือได้แล้ว ต้องเข้ารับการรักษาด่วน
พร้อมกับที่คุณหมอไท โพสต์เตือน "ผมคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วครับ ใครมีอะไรอยากพูดอยากบอกผม เชิญได้เลยครับ ผมน่าจะไปช่วงกลางเดือนหน้า จากนั้นไว้เจอกันใหม่ชาติหน้านะครับ ณ ตอนนี้ผมพิมพ์ได้เท่านี้ก็เอาละครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างตลอดช่วง 30 ที่ผ่านมาครับ ขอโทษถ้าผมทำให้ใครไม่พอใจ"
ต่อมา ปลายเดือนตุลาคม คุณหมอไท ได้จูงมือ คุณพีม แฟนสาวเข้าพิธีวิวาห์ โดยคุณพีมบอกว่า "..พีมโชคดีมาก ๆ จริง ๆ คือพี่ไทจะพูดตลอดเลยว่า เธอโชคร้ายหรือเปล่า พีมก็จะตอบพี่ไทเหมือนเดิมทุกครั้ง พีมโชคร้ายที่พีมไม่รู้ว่าพีมจะอยู่กับพี่ไทไปจนถึงเมื่อไหร่ พีมโชคร้ายแค่นั้นเลย ที่เหลือตั้งแต่พีมคบพี่ไท พีมรู้สึกตลอดเวลาว่าพีมโชคดีที่เจอคู่ชีวิตได้เร็วขนาดนี้ ไม่ว่าเรื่องมันจะไปทางไหน ไม่ว่าเรื่องมันจะจบยังไง ตอนนี้โชคดีที่สุดแล้วค่ะ.." นี่คือประโยคที่คุณพีมได้พูดไว้กับสามีของเธอในวันแต่งงานของทั้งคู่
กระทั่งเมื่อวาน (5 ธ.ค.) คุณพ่อของคุณหมอไท ได้โพสต์แจ้งข่าว ที่ในข้อความแม้จะเป็นข้อความสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยหลากหลายความรู้สึก โดยคุณพ่อบอกว่า "เดินทางปลอดภัยครับลูกชาย"
หลังคนในโซเชียลทราบถึงการจากไปของคุณหมอไท ได้เข้ามาแสดงความเสียใจเป็นจำนวนมาก จนขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ หรือ X
สวนสนุกของคุณหมอไท ปิดทำการแล้ว แม้วันนี้ไฟจะไม่สว่าง ม้าหมุนจะหยุดทำงาน แต่เส้นทางชีวิตของคุณหมอจะเปิดให้คนที่อยู่ได้เรียนรู้ ตระหนักถึงเวลา ตัวเอง และคนรอบข้าง เพื่อให้ใช้เวลาในสวนสนุกให้มีความสุขจนวินาทีสุดท้ายที่เปิดทำการ ซึ่งเรื่องราวของคุณหมอก็เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้สังคมว่า ชีวิตคนเราแสนสั้นและเปราะบางเหลือเกิน
เรามาดูข้อมูลจากกรมการแพทย์ พบว่ามะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดถือเป็น 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อย ซึ่งพบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 17,222 คน เป็นเพศชาย 10,766 คน และเพศหญิง 6,456 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 14,586 คน หรือคิดเป็น 40 คนต่อวัน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด คือ การสูบบุหรี่ หรือการได้รับควันบุหรี่มือสอง และการสัมผัสสารก่อมะเร็ง รังสี ควันธูป ควันจากท่อไอเสีย และมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5