แรงงานไทยเปิดใจ ชีวิต 50 วัน ถูกฮามาสจับเป็นตัวประกัน

View icon 109
วันที่ 8 ธ.ค. 2566 | 18.11 น.
รอบรั้วรอบโลก
แชร์
แรงงานไทยเปิดใจถึงชีวิต 50 วัน ในช่วงที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกัน นายอนุชา อ่างแก้ว อายุ 28 ปี แรงงานไทยจากจังหวัดอุดรธานี เปิดใจกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ถึงประสบการณ์ช่วง 50 วัน ในฉนวนกาซา ซึ่งนายอนุชา เป็นหนึ่งในแรงงานไทยที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกันไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยในวันที่ 6 ตุลาคม เขาเดินทางไปเตะฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ที่เมืองเนติวอต (Netivot) และพักค้างคืนที่เมืองดังกล่าว จากนั้นในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม เขาได้ยินเสียงระเบิดจากการโจมตีทางอากาศ จึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังชุมชนเกษตรกรรมเรอิม (Re’im) พร้อมกับเพื่อนอีก 5 คน และเขาไปหลบขีปนาวุธ อยู่ภายในบังเกอร์หลบภัย ในฟาร์มอะโวคาโดที่พวกเขาทำงานอยู่เป็นเวลานานราว 1 ชั่วโมง

กระทั่งเวลาประมาณ 07.30 น. จึงได้ออกมาจากที่หลบภัย หลังได้ยินเสียงจากด้านนอก เพราะคิดว่าจะได้พบกับเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองอิสราเอล หรือ IDF แต่กลับเจอนักรบของกลุ่มฮามาสแทน โดยพวกเขาร้องตะโกนไปว่า "ไทยแลนด์, ไทยแลนด์" แต่นักรบกลุ่มฮามาสไม่สนใจ ซึ่งจากนั้นไม่นานแรงงานไทย 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา จากนั้นกลุ่มฮามาสนำตัวแรงงานไทยที่เหลืออีก 4 คน ขึ้นรถกระบะเพื่อเดินทางไปยังฉนวนกาซา

และถูกพาตัวลงไปชั้นใต้ดินของตึกร้างแห่งหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายกับโกดัง เพื่อตรวจเช็กว่าเขามีอาวุธหรือไม่ ก่อนที่จะถูกมัดมือไว้ด้านหลัง ซึ่งเขาถูกมัดไว้เช่นนั้นเป็นเวลา 4 วันแรกที่ถูกจับตัวไป จากนั้นก็ถูกย้ายไปอีกจุดที่อยู่ห่างออกไปราว 30 นาที พร้อมกับชายชาวอิสราเอล อายุ 18 ปี ที่ถูกนำมาสมทบ ก่อนพวกเขาทั้งหมด จะถูกนำตัวเข้าในอาคารเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่เชื่อมต่อกับอุโมงค์

ซึ่งพวกเขาถูกควบคุมตัวอยู่ภายในห้องขนาดเล็ก และนอนบนพื้นทราย บางครั้งก็ถูกทำร้ายร่างกายจากผู้คุมตัวประกัน ส่วนคนอิสราเอลจะถูกทำร้ายหนักกว่า ซึ่งเขาคิดว่า เขาคงจะตายเสียแล้ว ส่วนอาหาร ก็จะมีขนมปังให้วันละ 2 ครั้ง ส่วนน้ำวันละ 2-3 ขวด ก็ต้องแบ่งกันกินทุกคน ส่วนห้องน้ำเป็นหลุมที่ถูกขุดลงไปในพื้นดิน ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดที่ถูกควบคุมตัวอยู่เพียง 10 เมตร

โดยระหว่างถูกจับเป็นตัวประกันนั้น เขาถูกเคลื่อนย้ายตัวถึง 3 ครั้ง และต้องเดินอยู่ภายในอุโมงค์เป็นระยะทางราว 2 กิโลเมตร ซึ่งเขาสังเกตเห็นประตูโลหะถูกติดตั้งอยู่ในอุโมงค์มืด ๆ ที่อาศัยแสงไฟจากไฟฉาย ขณะที่ ห้องใหม่ที่ถูกย้ายไปเป็นห้องขนาดราว 4 คูณ 8 เมตร และมีพลาสติกให้รองนอน ซึ่งหลังจากย้ายมายังห้องใหม่ ทุกคนไม่ถูกทุบตีแล้ว และได้กินอาหารที่ดีขึ้น แต่ยังได้รับอาหารวันละ 2 ครั้งเช่นเดิม โดยนายอนุชา จะขีดนับจำนวนวันไว้บนพื้น

กระทั่งวันหนึ่ง ผู้คุมตัวประกันนำกระดาษมาให้พวกเขาเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ และสัญชาติของตัวประกัน หลังจากนั้นในวันที่ 35 ของการถูกควบคุมตัว มีชายที่แต่งตัวสีดำทั้งชุดเข้ามาตรวจสอบในห้อง ซึ่งนายอนุชาสังเกตว่า เขาได้รับการเคารพจากผู้คุม จึงคาดว่า ชายคนดังกล่าวอาจเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสของกลุ่มฮามาส

กระทั่งวันหนึ่งผู้คุมได้แจ้งว่า สามารถกลับบ้านได้แล้ว และในวันที่ถูกปล่อยตัว นายอนุชา ถูกเอาผ้าคลุมหน้าไว้และเดินไปตามอุโมงค์ราว 2 ชั่วโมง ไปยังอาคารหลังหนึ่งที่อยู่บนภาคพื้นดิน ซึ่งเขาเห็นตัวประกันชาวอิสราเอลบางส่วนรออยู่ด้วย และหลังจากรออยู่นานราว 11 ชั่วโมง เขาก็ถูกส่งตัวต่อให้กับเจ้าหน้าที่กาชาดสากล จนในที่สุดก็ได้เดินทางออกจากฉนวนกาซา

ทั้งนี้ นายอนุชา หวังว่าอิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะหยุดยิง และตัวประกันชาวไทยที่ยังเหลืออยู่จะได้กลับบ้าน