จำคุก 20 ปี ลุงพล คดีน้องชมพู่ ศาลให้ประกันตัว 5 แสนบาท

View icon 234
วันที่ 21 ธ.ค. 2566 | 07.01 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - มาดูคดีน้องชมพู่ หลังศาลพิพากษาจำคุก "ลุงพล" 20 ปี ก่อนที่ลุงพลจะวางหลักทรัพย์ขอประกันตัวเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ โดยศาลตีราคาประกันเป็นวงเงิน 500,000 บาท อะไรที่ทำให้ศาลพิพากษาว่า ลุงพล เป็นคนผิด ไปดูกัน

จำคุก 20 ปี ลุงพล คดีน้องชมพู่ ศาลให้ประกันตัว 5 แสนบาท
มาดูข้อหากันก่อน ศาลพิพากษาจำคุก ลุงพล รวม 20 ปี 2 ข้อหา จาก 4 ข้อหา ที่ตำรวจสรุปสำนวนส่งไปให้อัยการส่งฟ้องต่อศาล คือ ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 10 ปี, ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 10 ปี 

ศาลพิพากษายกฟ้อง ป้าแต๋น ทั้ง 2 ข้อหา
ส่วน ป้าแต๋น ศาลยกฟ้อง แต่สั่งให้ ลุงพล ป้าแต๋น ชำระค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง หลังฟังคำพิพากษาทนายของลุงพลได้ยื่นหลักทรัพย์ 500,000 บาท เพื่อขอประกันตัว ไปฟังเสียงลุงพลกัน และเท่าที่ดูภาษากาย ลุงพลมีท่าทีเครียดอย่างเห็นได้ชัด และมีบางช่วงที่เสียงสั่นด้วย

แม่น้องชมพู่ ร่ำไห้ ศาลลงโทษคนผิด
ฟังมุมลุงพลไปแล้ว คราวนี้มาดูฝั่งแม่ของน้องชมพู่กันบ้าง หลังฟังคำพิพากษา ได้โผกอด นายวัชรินทร์ หรือ น้าแบม พร้อมน้ำตา เพราะเป็นพยานปากสำคัญที่ยืนยันไทม์ไลน์ลุงพลกับศาลว่า ลุงพลเดินขึ้นไปบนภูเหล็กไฟ จนแสดงให้เห็นว่าคำให้การเรื่องเวลาของลุงพลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้ก่อนหน้าลุงพลจะพยายามโน้มน้าวใจให้สับสนเรื่องเวลาที่เจอตัว ลุงพล หรือแม้กระทั่งโดนข่มขู่ก็ไม่เปลี่ยนคำให้การ

แม่พอใจที่รู้ชัดเจนแล้วว่าน้องชมพู่ไม่ได้ตายอย่างโดดเดี่ยว มีช่วงหนึ่งที่แม่เปิดใจกับสื่อ ระบุว่า ความมืดมนหายไปแล้ว ขอให้น้องไปเป็นนางฟ้า ไม่ต้องกังวล วันนี้ได้ปลดปล่อยแล้ว เพราะรู้ว่าใครทำให้น้องตาย หลังจากนี้คงไม่ต้องคุยอะไรกับลุงพลแล้ว เพราะไม่ใช่คนในครอบครัวอีกต่อไป มันไม่มีวันเหมือนเดิม

พร้อมฝากไปถึงชาวเน็ต หรือคนที่ออกมาพูดเรื่องน้องว่า ความเห็นด้านลบสามารถฆ่าเราได้ ไม่ว่าจะฆ่าทั้งเป็น หรือทำให้เราฆ่าตัวตายเลยก็ได้ หากใจไม่แข็งพอ เพราะคำพูดอาจทำลายชีวิตคนได้

เปิดใจชุดสืบสวนคลี่คลายคดีน้องชมพู่ 
มาดูกันว่า ทำไมศาลถึงพิพากษาโทษลุงพล 20 ปี สนามข่าว 7 สี ของเรา ได้มีโอกาสสอบถาม พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. หนึ่งในคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีน้องชมพู่ อธิบายว่า ตั้งแต่เริ่มต้นที่ทำคดีน้องชมพู่ ตำรวจไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง ทุกอย่างถูกเชื่อมต่อโดยพยานหลักฐาน

คำกล่าวอ้างที่ลุงพลรู้เรื่องน้องชมพู่หายตัว ว่ามาจากป้าแต๋นโทรมาแจ้งนั้น จากการตรวจสอบเบสสัญญาณโทรศัพท์มือถือป้าแต๋น พบว่าไม่มีการโทรออกไปหาใครเลยในวันนั้น จึงเริ่มชัดว่าคำให้การของลุงพลมีพิรุธ

ชุดสืบสวนได้เรียกญาติ ๆ และคนใกล้ชิดน้องชมพู่ 15 คน มาสอบปากคำ ซึ่งขณะนั้นทุกคนให้ข้อมูลหลักฐานที่อยู่ช่วงน้องชมพู่หายตัวไปได้ชัดเจน มีเพียงลุงพลที่ไม่สามารถระบุพิกัดได้ แต่พยายามอ้างว่าไปส่งพระ และทราบว่าน้องชมพู่หายตัวไปเพราะป้าแต๋นโทรมาบอก ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะขณะนั้น บ้านลุงพลมีโทรศัพท์มือถือใช้เพียงแค่เครื่องเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐาน คือ เส้นผมของน้องชมพู่ที่โดนหั่น ชุดสืบสวนพบว่ามีเส้นผมของน้องชมพู่ตกอยู่ในรถของลุงพล 1 เส้น ซึ่งชัดเจนว่าเป็นผมของน้องชมพู่ที่ถูกหั่นด้วยของมีคมชนิดเดียวกัน เพราะเมื่อนำมาต่อกับเส้นผมของน้องที่พบบนภูเหล็กไฟ พบว่าเป็นเส้นผมเส้นเดียวกัน จึงชัดเจนว่า ลุงพล คือ คนที่พาน้องชมพู่ไป จนกระทั่งน้องชมพู่เสียชีวิต

ตลอด 3 ปี ที่ค้นหาความจริงการเสียชีวิตของ น้องชมพู่ มีพยานหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงไปยังผู้ต้องหา 8 ประเด็น คือ

1. เส้นทางที่ยากลำบากเกินความสามารถของน้องชมพู่ มีเนินชันมากกว่า 60 องศา ขวางกั้นในทุกเส้นทาง

2. พลังงานจากอาหารมื้อสุดท้ายที่น้องชมพู่รับประทานไปไม่เพียงพอต่อการเดินไปบนจุดพบศพ

3. ประสบการณ์ชาวบ้านยืนยันว่า เด็ก 3 ขวบ จะปีนป่ายไปถึงได้แค่ชั้นที่ 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น

4. กรณีศึกษาการหลงป่าของชาวบ้านกกตูม ชาวบ้านสามารถหาได้เจอภายในคืนเดียว

5. แพทย์ผู้ชันสูตรและกุมารแพทย์ ยืนยันว่า พัฒนาการของเด็กอายุ 3 ขวบ ไม่สามารถที่จะเดินขึ้นไปเองได้

6. สภาพศพที่เปลือยกาย ซึ่งบิดาและมารดาของน้องชมพู่ยืนยันว่า น้องชมพู่ไม่สามารถถอดเสื้อเองได้

7. พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ที่ตรวจพบเส้นผมน้องชมพู่ถูกตัดด้วยมีด เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของบุคคลอื่น

8. นิสัยส่วนตัวของน้องชมพู่ กลัวที่สูง และกลัวป่า ที่ผ่านมาน้องชมพู่ไม่เคยไปในป่าหลังบ้านเลยสักครั้ง

มาถึงตรงนี้หลายคนคงเกิดคำถามตัวโต ๆ ว่า แล้วทำไม ป้าแต๋น ศาลได้ยกฟ้องทั้ง 2 ข้อหา คือ ข้อหากระทำการใด ๆ แก่ศพ หรือสภาพแวดล้อม ในบริเวณที่พบศพ ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น และข้อหา ผู้ใดกระทำความผิดร่วมกัน ถือเป็นตัวการ

โดยให้เหตุผลว่า แม้เส้นผม 3 เส้น ที่พบในศพน้องชมพู่ mtDNA จะตรงกับป้าแต๋น แต่การตรวจหา mtDNA ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ บอกได้เพียงว่าเป็นเส้นผมที่อยู่ในสายมารดาเดียวกับผู้ตายเท่านั้น เส้นผมจึงอาจไม่ใช่ของป้าแต๋น จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้ง 2 ข้อหา

คำตัดสินของศาลถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์การทำงานของชุดคลี่คลายคดีที่อดหลับอดนอน ปีนเขา 8 ลูก 9 ลูก มานานกว่า 3-4 เดือน เพื่อหาพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด นำส่งสืบพยานในชั้นศาล เพื่อให้คนร้ายได้รับการลงโทษกับสิ่งที่กระทำต่อเด็กที่อายุเพียงแค่ 3 ขวบ
 
สำหรับคดีนี้เราได้บทเรียนอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะคดีนี้ลุงพลตกเป็นผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา แต่กลายเป็นว่า ลุงพล-ป้าแต๋น กลายเป็นคนดัง มีชื่อเสียง คนที่หิวแสงกระโจนเข้าใส่ เหมือน ลุงพล-ป้าแต๋น เป็นเนื้อชิ้นงาม ไม่สนจรรยาบรรณ หรือศีลธรรม

จากผู้ต้องหากลายเป็นคนดัง มีคนให้ความสนใจ นำเสนอข่าว ขุดภาพลุงพลในอดีตที่บอกว่าหล่อเหลาเอาการ ชื่นชมรูปลักษณ์ภายนอกจนลืมมองไปว่า เขาคือผู้ต้องสงสัยทำให้เด็ก 3 ขวบ ต้องจากไปอย่างน่าอนาถ มีการสร้างภาพจนลุงพล ป้าแต๋น เป็นพรีเซนเตอร์ เข้ากรุงเดินแบบ คนแห่ไปดูจนห้างแตก หรือแม้กระทั่งมีการแต่งเพลงลุงพลป้าแต๋น และไปร่วมเล่น MV เพลงเต่างอย ให้กับ จินตหรา พูนลาภ

ที่สำคัญ ลุงพล ป้าแต๋น ทำช่อง YOUTUBE ของตัวเอง ถ่ายทอดกิจวัตรประจำวัน งานประเพณีต่าง ๆ มีผู้ติดตาม 482,000 คน มีคลิปมากถึง 8,474 รายการ ยอดเข้าชมกว่า 197,205,700 ครั้ง และมีรายได้อ้างอิงจากเว็บไซต์ NoxInfluencer รายวันโดยประมาณ 8,663 บาท รายเดือนประมาณ 259,899 บาท และ ต่อปีประมาณ 3,162,109 บาท

นักวิชาการมองว่าประเด็นเหล่านี้กำลังทำให้ความน่าเชื่อถือของสื่อลดลง และอยากเห็นสื่อหรือบุคคลที่ปลุกปั่นกระแสออกมาแสดงความรับผิดชอบ เพราะเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาในคดีกลายเป็นไอดอลของวงการบันเทิง และสื่อมวลชนเองที่กำลังทำลายความน่าเชื่อถือในการนำเสนอข่าว
 
มหากาพย์ของคดีนี้ 3 ปี 7 เดือน เปลี่ยนผ่าน ผบ.ตร. มาแล้วถึง 4 ท่าน สะท้อนการทำหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่ครั้งนี้มีความละเอียดรอบคอบ หลักฐานเส้นผมเส้นเดียวยังนำไปสู่การเอาผิดได้ คดีนี้ยังสะท้อนความบิดเบี้ยวของสังคม ที่เลือกดรามามากกว่าข้อเท็จจริงแห่งคดี ลืมไปว่ามีเด็กเสียชีวิต ลืมข้อสงสัยว่าทำไมถึงเอาเด็กขึ้นไปบนภูเหล็กไฟ รวมถึงสาเหตุของการเสียชีวิตที่วันนี้ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้