นายชาญชัย กางข้อกฎหมาย ทักษิณ รักษาตัว รพ.ตำรวจ เข้าเกณฑ์ “ทุเลาโทษ” ต้องรักษาตัวให้หายก่อน เริ่มรับโทษใหม่ ย้อน “อธิบดีกรมคุก” อ้างกฎกระทรวงเหนือคำพิพากษาศาล สั่งบรรเทาโทษกันเอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
จากกรณี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร้องขอให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของนักการเมือง ดำเนินการไต่สวนบังคับคดีตามคำพิพากษา ในการเข้ารักษาอาการป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนักโทษชายที่ รพ.ตำรวจกว่า 120 วัน ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้ออกคำสั่ง ยกคำร้องดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า ศาลฎีกาฯ ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้ว การบังคับโทษและการอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ปฎิบัติหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาล จึงให้ยกคำร้องนั้น
ล่าสุด วันนี้ (13 ม.ค.67) นายชาญชัย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เมื่อตนได้ตรวจดูและศึกษาตามคำสั่งของศาลฎีกาฯ ที่ระบุเน้นว่า เจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ปฎิบัติหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ตาม ป.วิอาญา ภาค 6 การบังคับตามคำพิพากษา และค่าธรรมเนียม ในหมวด 1 ของการบังคับตามคำพิพากษา มาตรา 246 ที่ระบุว่า ‘เมื่อจำเลย สามี ภริยา ญาติของจำเลย พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุก ร้องขอ หรือ เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกไว้ก่อน จนกว่าเหตุอันควรทุเลาจะหมดไป ในกรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อจำเลยวิกลจริต (2) เมื่อเกรงว่าจำเลยจะถึงอันตรายแก่ชีวิตถ้าต้องจำคุก (3) ถ้าจำเลยมีครรภ์ และ(4) ถ้าจำเลยคลอดบุตรแล้วยังไม่ถึงสามปี และจำเลยต้องเลี้ยงดูบุตรนั้น’
นายชาญชัย กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำชี้แจงของกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 67 สรุปสาระสำคัญคือ การที่กรมราชทัณฑ์ได้ส่งตัวนายทักษิณ ออกจากเรือนจำมารักษาที่ รพ.ตำรวจเกินกว่า 120 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 66 โดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้ประสาน รพ.ตำรวจ ซึ่งแพทย์ได้รายงานอาการเจ็บป่วยที่ต้องเฝ้าระวัง อยู่ระหว่างการรักษาของแพทย์เฉพาะทางและต้องดูแลอย่างใกล้ชิดถึงอาการป่วย เพื่อให้พ้นจากสภาวะอันตรายแก่ชีวิต ซึ่งตรงกับข้อกฎหมาย ป.วิอาญา ม.246(2) (ที่ระบุว่า เมื่อเกรงว่าจำเลยจะถึงอันตรายแก่ชีวิตถ้าต้องจำคุก)
ซึ่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้พิจารณาความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาที่พิจารณาแล้วเห็นว่า ยังต้องอยู่ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด จึงพิจารณาเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2567 ให้นายทักษิณอยู่รักษาตัวต่อยังรพ.ตำรวจ เพราะยังมีอาการเจ็บป่วยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้ทำการรักษาเฉพาะทาง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาการที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจะได้รักษาทันท่วงที ทางกรมราชทัณฑ์ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงยุติธรรม จึงรายงานให้รัฐมนตรียุติธรรมทราบ ที่เป็นไปตามกฎกระทรวงกรณีการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำพ.ศ.2563 ซึ่งขัดต่อกฎหมาย ป.วิอาญา ม.246(2) ทั้งที่กรมราชทัณฑ์ต้องทำรายงานขออนุญาตต่อศาล รวมทั้งต้องทำเรื่องขอให้ศาลทุเลาโทษจำคุกโดยให้รักษาตัวให้หายจากอาการป่วยเสียก่อน แล้วค่อยกลับมารับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ต่อไป
“กรณีอ้างเหตุเจ็บป่วยไม่ยอมเข้ารับโทษในเรือนจำ น่าจะเข้าหลักเกณฑ์เรื่องการทุเลาโทษจำคุกตาม ป.วิ อาญา ม. 246 (2) ดังนั้น เมื่อเป็นการทุเลาโทษจำคุกจึงถือว่า นช.ทักษิณ ยังไม่ได้รับโทษจำคุก จนกว่าจะหายป่วย และส่งตัวเข้าเรือนจำตามปกติจึงจะเริ่มรับโทษจำคุกใหม่ การพักโทษก็ยังไม่เริ่มนับเช่นเดียวกัน ศาลยังไม่ได้สั่งให้ทุเลาโทษจำคุก แต่กลับไปทุเลากันเอง ถามว่า เรื่องนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร กรณีดังกล่าวนี้ ผมเห็นว่าเป็นการทำความผิดกฎหมายป. วิอาญา ม.246 และขัดต่อคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของนักการเมือง ซึ่งผมจะนำเรื่องนี้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม และรวมถึงผู้กระทำความผิดอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ร่วมกระทำความผิด ซึ่งเป็นทั้งตัวการและผู้สนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิด” นายชาญชัย กล่าว