เช้าข่าว 7 สี - หลังจากเงียบหายไปนาน แก๊งกรีดกระเป๋าชาวเวียดนามก็หวนกลับมาก่อเหตุอีก คราวนี้เน้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไม่เน้นคนไทย ก่อเหตุกับชาวญี่ปุ่น ที่พาลูก ๆ 4 คนมาเที่ยววัดโพธิ์ ได้กระเป๋าเงินไป ไม่เหลือให้กลับโรงแรม
ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังวัดเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ พบว่า ภายในวัดมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมความสวยงามของวัดเป็นจำนวนมาก ทีมข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับหัวหน้า รปภ. ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนรับแจ้งเหตุนักท่องเที่ยวภายในวัด เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า เพิ่งมาปฏิบัติหน้าที่เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา มาทำงานวันแรกก็โดนรับน้องด้วยการมีมิจฉาชีพฉกทรัพย์นักท่องเที่ยวเลย โดยเคสนั้นเป็นนักท่องเที่ยวชายชาวญี่ปุ่น พาลูกสาว 4 คนมาเที่ยว ถูกมิจฉาชีพกรีดกระเป๋าฉกทรัพย์ไป ซึ่งก็ได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความ และด้วยความสงสารจึงให้เงินไป 500 บาท เป็นค่ารถกลับโรงแรม
หัวหน้า รปภ. ยังให้ความเห็นอีกว่า พฤติกรรมดังกล่าวของมิจฉาชีพ ทำให้ส่งผลเสียกับภาพลักษณ์ และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างมาก เพราะทันทีที่เกิดเหตุ นักท่องเที่ยวก็จะโทษว่า ทำไมถึงปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาเยอะ ความปลอดภัยของทรัพย์สินก็ลดน้อยลง
สอดคล้องกับที่ตำรวจ สน.พระราชวัง จับกุมตัวชาวเวียดนามได้ 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิงอีก 1 คน ที่ห้องพักย่านดินแดง ก่อนนำตัวมาสอบสวน แต่ทั้ง 2 ให้การปฎิเสธ ทั้งที่ยึดของกลางได้เป็นเสื้อที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ เครื่องรูดบัตรเครดิต 1 เครื่อง กระดาษใส่เครื่องรูดเงิน 7 ม้วน มีดคัทเตอร์ 1 เล่ม และโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมยังไม่ชัดเจนว่าไปก่อเหตุกับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่วัดโพธิ์ตามที่หัวหน้า รปภ.เล่าให้ฟังหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ทั้ง 2 คน ร่วมกับพวกที่หลบหนีอีก 2 คน ก่อเหตุล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น วัดโพธิ์ เช่นกัน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2566 ได้ทรัพย์สินไปเป็นบัตรเครดิต 3 ใบ เงินสด 150,000 เยน หรือประมาณ 36,000 บาท ใบขับขี่ และบัตรเครดิตถูกรูดไปซื้อสินค้าเป็นเงิน 1,900,000 เยน หรือประมาณ 459,000 บาท
พอไปไล่กล้องวงจรปิดพบว่าทั้ง 4 คน แบ่งหน้าที่กันทำ คนแรกจะทำทีเดินเข้าชนผู้เสียหาย หรือเป้าหมาย จากนั้นจะชวนผู้เสียหายพูดคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จากนั้นคนที่สองจะเข้าไปใช้มีดคัตเตอร์กรีด หรือฉกกระเป๋าเงินของผู้เสียหาย เมื่อได้กระเป๋าเงินมาแล้ว จะส่งให้พรรคพวกคนที่ 3 ที่รออยู่ตามจุดนัดพบ คนที่ 3 จะนำกระเป๋าเงินไปส่งให้กับคนที่ 4 ที่รออยู่ โดยคนนี้จะมีเครื่องรูดบัตรเครดิต รูดใช้จ่ายทันที
ไล่กล้องต่อไป ก็พบว่าทั้ง 4 คน ขึ้นรถแท็กซี่ไปลงที่ซอยเพชรบุรี 17 เขตราชเทวี จากนั้นเดินเท้าไปที่ซอยเพชรบุรี 19 เพื่อเตรียมก่อเหตุอีก แต่ไม่สำเร็จ จึงนั่งรถแท็กซี่ไปที่ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ และนั่งรับประทานอาหารจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับที่พัก
จากประวัติยังพบว่า ผู้ต้องหาคนแรกที่เป็นชาย เคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันที่ซาฟารีเวิลด์ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2566 ผู้เสียหายเป็นชาวเกาหลีใต้ สูญเงินไปกว่า 900,000 บาท และชาวจีนสูญเงินไปกว่า 400,000 บาท ผู้ก่อเหตุชายเดินทางเข้าไทยมาแล้ว 49 ครั้ง ส่วนผู้หญิงพบว่าเข้าไทยมาแล้ว 23 ครั้ง
ตำรวจฝากเตือนควรกำหนดวงเงินในการใช้แต่ละครั้ง เพราะเครื่องรูดบัตรแบบใหม่ ไม่ต้องให้เจ้าของบัตรเซ็นชื่อบนสลิป ถือเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพก่อเหตุ