ห้องข่าวภาคเที่ยง - สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ไม่ขอให้ยกเลิกกฎหมายเด็กและเยาวชน เพื่อปกป้องสิทธิเด็กที่ถูกกระทำ ส่วนกรณีเด็กที่กระทำผิด ต้องพิจารณาเจตนาให้รอบคอบเป็นรายกรณี
นางสาวนดา บินร่อหีม ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากกระแสสังคมที่มีความเห็นอยากให้ยกเลิกกฎหมายเด็กและเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายเด็กมีอยู่ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 และประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ จะให้ความคุ้มครองทั้งเด็กที่กระทำผิด และเด็กที่ถูกกระทำ นั้นหมายความว่าหากยกเลิกกฎหมายเยาวชนทั้งหมด เด็กที่ถูกกระทำ ก็จะไม่ได้รับการปกป้องและคุ้มครองไปด้วย
นอกจากนี้ ประธานสภาเด็กและเยาวชนฯ ยังให้ความเห็นว่า เด็กที่กระทำความผิด เกิดจากพฤติกรรมเด็กที่ตั้งใจลงมือทำเอง หรือเป็นเพราะปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม เช่น ครอบครัว ชุมชน และสังคมที่อยู่อาศัย ฉะนั้น การยกเลิกกฎหมายเยาวชน จึงไม่ใช่ทางออกที่ดี ที่จะแก้ไขปัญหาอาชญากรในเด็กและเยาวชนได้
ส่วนการลงโทษเด็กที่กระทำความผิด ควรได้รับการลงโทษอยู่แล้ว แต่สถาบันครอบครัวในฐานะผู้ปกครอง ที่มีหน้าที่อบรม สั่งสอน ดูแลเด็ก อาจจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย โดยครอบครัวจะต้องดูแล อบรม สั่งสอน และควบคุมพฤติกรรมที่ไม่ดีของบุตรหลาน
ขณะที่ นางสาวอรพินท์ ศักดิ์เอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเด็ก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กรมกิจการเด็กและเยาวชน มีคณะอนุกรรมการที่ดูแลเรื่องกฎหมายเด็กอยู่แล้ว และปัจจุบัน ได้มีการพูดคุยกับถึงประเด็นบทลงโทษเด็กและเยาวชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ระบุว่า เด็กอายุ 12-15 ปี หากกระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลพิจารณาออกคำสั่ง เช่น ว่ากล่าวตักเตือน, มอบตัวให้แก่บิดามารดา, กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ หรือ ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถดูแลได้ ศาลสามารถมีคำสั่งส่งตัวเด็กไปยังโรงเรียน หรือ สถานฝึกอบรม
เบื้องต้น มีแนวทางที่จะเพิ่มช่องทางให้ศาลสามารถพิจารณา วินิจฉัยลงโทษได้ในเด็กอายุระหว่าง 15-18 ปี หากกระทำความผิดร้ายแรง
ก่อนหน้านี้ ปี 2565 ได้มีการปรับอายุการรับผิดทางอาญามาแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 เดิม อายุการรับผิดทางอาญา ถ้าต่ำกว่า 10 ขวบ ไม่ต้องรับโทษ ปัจจุบันได้ปรับเพิ่มจากอายุ จาก 10 ขวบ เป็น 12 ขวบ เนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ระบุว่า เด็กอายุ 10 ขวบ ที่กระทำความผิดส่วนใหญ่ มาจากพฤติกรรมเลียนแบบคนรอบข้าง และสภาพแวดล้อม แต่หาอายุ 12 ขวบ ถือว่าสมองส่วนหน้าสามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะถูกผิดได้แล้ว
ส่วนเด็กที่พลาดพลั้ง กระทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้มีเจตนาร้าย พอถึงเวลาพิจารณาโทษ ศาลต้องดูหลายปัจจัยอื่นประกอบเจตนาผู้กระทำผิด ว่ารุนแรงถึงขั้นต้องรับโทษเลยหรือไม่ ถ้าหากเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ร้ายแรง ศาลก็สามารถสั่งลงโทษได้ เช่น ส่งตัวไปไว้ที่สถานพินิจ
ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก ก็ไม่เห็นด้วยกับแก้อายุเด็ก เพื่อให้รับโทษเท่ากับผู้ใหญ่ เพราะว่า อาจจะทำให้ไปเกิดปัญหาในสังคมในอนาคตได้เหมือนกัน