เพจอ้ายจง เผย ไทยถูกค้นหาเพิ่ม 7 เท่าบน Ctrip หลังประกาศฟรีวีซาไทย-จีน ส่วน Top 5 เมืองในไทยขึ้นถูกค้นหามากสุด คือ กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ เกาะสมุย พัทยา
จากกรณีทางการจีนและไทย ร่วมลงนามข้อตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกัน ”วีซาฟรี“ ไทย-จีน อยู่ได้ 30 วัน เริ่มใช้ 1 มี.ค.นี้ ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศนั้น
ล่าสุด วันนี้ (29 ม.ค.67) เพจอ้ายจง ได้เผยข้อมูล ระบุว่า หลังประกาศฟรีวีซาไทย-จีน อย่างเป็นทางการ "คนจีนค้นหาเกี่ยวกับไทย บน Ctrip เพิ่ม 7 เท่า จากปกติ" โดยเฉพาะค้นหาตั๋วเครื่องบิน-ที่พัก
TOP 5 สถานที่ที่ถูกหามากสุด : กรุงเทพ-ภูเก็ต-เชียงใหม่-เกาะสมุย-พัทยา
ขอเพิ่มเติมข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการทางสายท่องเที่ยว รวมถึงผู้ที่สนใจนะครับ
พื้นที่ที่มีการค้นหาเกี่ยวกับไทยมากที่สุดในวันที่ 28 ม.ค.67 บน Ctrip ได้แก่ 1. เซี่ยงไฮ้ 2. ปักกิ่ง 3.กว่างตง (เมืองหลัก : กว่างโจว เซินเจิ้น) 4. เจ้อเจียง (เมืองหลัก: หางโจว หนิงโป) 5.เจียงซู (เมืองหลัก : หนานจิง ซูโจว) 6. ซื่อชวน หรือคนไทยเรียก เสฉวน (เมืองหลัก : เฉิงตู) 7. ซานตง (เมืองหลัก : ชิงเต่า)
นอกจากนี้ เพจอ้ายจง ยังได้วิเคราะห์ ทำไมคนจีนดูจะสนใจฟรีวีซาไทย-จีน มากกว่าตอนฟรีวีซาฝ่ายเดียวจากไทย และทำไม "ฟรีวีซาสองฝั่ง ทั้งไทยและจีน" อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยมากขึ้น แม้ไทยมีฟรีวีซาชั่วคราวให้จีนตั้งแต่ปลายก.ย.66 โดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่า ผมขอวิเคราะห์แบบนี้
1. ความเชื่อมั่นที่อาจมากขึ้น เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ข่าวด้านลบ ข่าวลือเกี่ยวกับไทยในจีนมีค่อนข้างมาก และเมื่อไทยฟรีวีซาให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยในช่วงสองสามวันแรก-ปลายเดือนก.ย.66 นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นมาราว 2 เท่า ของช่วงที่ก่อนฟรีวีซา และก็เป็นช่วงวันหยุดยาววันชาติจีนด้วย ดังนั้น ข้อนี้ก็พอจะเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า การอำนวยความสะดวกด้านวีซา ดึงดูดเรื่องการเดินทางได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังไม่ถึงกับจำนวนหวือหวาเหมือนตอนช่วงก่อนโควิด-19 และยังคงมีกระแสเรื่องข่าวด้านลบ (แม้กระทั่ง ณ ขณะนี้)
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป พอมาเป็นฟรีวีซาทั้งสองฝั่ง คือ เมื่อจีนก็ฟรีวีซาให้ไทยด้วย นั่นทำให้คนจีนไม่น้อยอาจรู้สึกว่า ทางรัฐบาลของเขา มั่นใจไทย มีการร่วมมือระหว่างรัฐ ทำให้เชื่อมั่นมากขึ้น
สามสัปดาห์แรกของปี 2567 และนับตั้งแต่ที่มีข่าวการฟรีวีซาไทย-จีน ที่นายกไทยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ม.ค.67 เผยแพร่ในจีน "คนจีนเข้าไทย เกิน 3 แสน เฉลี่ยสัปดาห์ละเกิน 1 แสนคน" และคนจีนเป็นเบอร์ 1 ในแง่ของจำนวน แซงมาเลเซีย
2. มองเห็นโอกาสจากการฟรีทั้งสองฝั่ง สืบเนื่องจากข้อ 1 เมื่อเป็นนโยบายของทางรัฐบาลจีนด้วย ที่ฟรีวีซาให้ไทย ตรงนี้สามารถมีการพิจารณาถึง "โอกาสทางธุรกิจ" ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยวอย่างเดียว เนื่องจากอำนวยความสะดวกกันทั้งสองฝั่ง ทำให้โอกาสทางธุรกิจสามารถตามมาได้แน่ ซึ่งข้อนี้ก็ขอฝากถึงฝั่งไทยเรา ก็ต้องมีการบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ ให้เข้มงวด เพื่อยังคงรักษาผลประโยชน์ และให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการลงทุนและการทำธุรกิจในไทย
3. ไฟล์ทบินระหว่างสองฝั่ง มีมากขึ้น ตรงนี้ต้องบอกว่าตัวฟรีวีซาไทย-จีน ก็มาในจังหวะที่เหมาะสมที่ผ่านมาแล้ว 1 ปี นับตั้งแต่ที่จีนเปิดประเทศคลายมาตรการหลังโควิด และเริ่มดำเนินนโยบายเปิดมากขึ้นสำหรับต่างชาติ หลังจากปี 2566 ปีแรกของการผ่อนมาตรการโควิด จะเน้นที่การบริโภคในประเทศ ดังนั้น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศก็ปรับปรุงและให้กลับมาปกติมากที่สุดเฉกเช่นก่อนโควิด
และสำหรับไทย-จีน นั้น ไฟล์ทบินก็เริ่มกลับมามีมากขึ้นกว่าตอนฟรีวีซาชั่วคราวจากฝั่งไทยฝ่ายเดียว เพราะไม่ใช่แค่ฝั่งไทยฟรีวีซาให้คนจีน แต่ฝั่งจีนก็ฟรีวีซาให้ไทย เลยก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่อุปสงค์การเดินทางมากขึ้น คุ้มต่อการดำเนินการมากขึ้น โดยราคาตั๋วก็ถูกลงตามมา
ข้อมูลจากการบินพลเรือนจีน ระบุว่า แผนการกำหนดไฟล์ทบินระหว่างเมืองในจีนและไทย ในเดือน ก.พ.67 มีปริมาณรวม 7,620 ไฟล์ท โดยเส้นทางเซี่ยงไฮ้-กรุงเทพ และ กว่างโจว-กรุงเทพ เป็น 2 เส้นทางที่มีไฟล์ทบินมากสุด เส้นทางละเกิน 400 ไฟล์ท
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องติดตามกันต่อว่า เมื่อถึง 1 มี.ค. เมื่อฟรีวีซาไทย-จีน ถูกใช้จริง จะส่งผลอย่างไรต่อไทย เช่น ปริมาณการเดินทางของคนจีนเข้าไทยและรายได้เข้าไทย