ครม. เคาะหลักเกณฑ์ใหม่ ดื่มแล้วขับ ดื้อไม่เป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ ให้อำนาจ ตร. คุมตัวส่งโรงพยาบาล ตรวจภายใน 3 ชม. พร้อมเปิดช่องตรวจหาแอลกอฮอล์จากปัสสาวะได้
วันนี้ (30ม.ค.67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างกฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 5 วรรค 1 และ มาตรา 142 ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ
ประเด็นสำคัญ คือ จากเดิมในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ ยานพาหนะ ต้องใช้วิธีการเป่า เครื่องวัดแอลกอฮอล์ หากจะตรวจเลือด ผู้ขับขี่ต้องให้ความยินยอม ไม่อย่างนั้นไม่สามารถทำได้ โดยร่างกฎกระทรวงฉบับแก้ไขนี้ เปลี่ยนหลักการใหม่ หลังสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว จึงปรับเปลี่ยนวิธีการตรวจแอลกอฮอล์ใหม่ ดังนี้
- กรณีวัดโดยลมหายใจด้วยวิธีการเป่า และ การตรวจเลือดต้องได้รับความยินยอม ซึ่งเป็นไปตามหลักการเดิม แต่ที่เพิ่มเข้ามา คือ ตรวจวัดจากของเสียอย่างอื่นจากร่างกาย เช่น ปัสสาวะ
- กรณีที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น และมีพฤติการณ์เชื่อได้ว่า ผู้ขับขี่อาจ เมาสุรา ฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่ให้การยินยอมตรวจวัดแอลกอฮอล์ จากเดิมพนักงานสวบสวน ไม่มีอำนาจในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เนื่องจากไม่ได้รับความยินยอม ก็จะไปเข้าข้อสันนิษฐาน และ พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินคดีได้
- กรณีที่จับกุมผู้ขับขี่ พนักงานสอบสวนต้องรีบส่งตัวไปยังโรงพยาบาล เพื่อตรวจพิสูจน์แอลกอฮอล์ในร่างกายภายใน 3 ชั่วโมง นับตั้งแต่ที่ได้รับแจ้ง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการอย่างไร
- สำหรับปริมาณแอลกอฮอล์ ยังคงไว้ที่ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามหลักการเดิม
หลังจากนี้ จะส่งร่างกฎกระทรวง ให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบ ก่อนประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป