สะพัดผังเมืองกทม. ผุด “entertainment complex” แถวท่าเรือคลองเตย
เมื่อวานนี้ (23ก.พ.67) นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งข้อสังเกตผังเมืองกทม.ใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งมีกระแสข่าวว่า อาจนำพื้นที่บางส่วนเปิดให้มีการลงทุนทำสถานบันเทิงแบบครบวงจร (entertainment complex) ซึ่งรวมถึงกาสิโนด้วย แต่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ นายศุภณัฐ ยังมองว่า การจัดผังเมืองแบบใหม่ ยังคงดึงคนเข้าสู่ใจกลางเมือง ส่งผลการลงทุนกระจุกตัว และ รัฐบาลควรมีมาตรการรองรับการเคลื่อนย้ายประชากรที่เหมาะสมด้วย ใจความสำคัญตอนหนึ่งของโพสต์ดังกล่าว มีดังนี้
.
“อีกแปลงที่น่าสนใจคือ ที่ดิน #ท่าเรือคลองเตย ที่เปลี่ยนจากผังน้ำเงิน เป็นผังแดง คาดว่า การปรับรอบนี้คงเตรียมเอาที่ท่าเรือมาทำ smart city ทำ mixed use ออฟฟิส โรงแรม ห้าง แต่บางกระแสก็พูดว่า entertainment complex (casino, mice, mall) ซึ่งตรงนี้ก็ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล ในส่วนรูปแบบการลงทุนคงเป็นการร่วมลงทุน PPP สัมปทานที่ดิน ซึ่งดูจากการปรับผังเมืองในรอบนี้ แปลว่ารัฐน่าจะเอาจริง ในการเปิดลงทุน ให้ทำอสังหาย่านนี้แน่นอน
จุดยืน #ผังเมือง ผมก็เหมือนแปลงก่อนหน้า คือ ผมไม่ได้จะมาค้านว่าแปลงนี้ปรับได้ แปลงนี้ห้ามปรับ เพียงแต่สิ่งสำคัญคือ
1) สำนักผังเมือง ควรให้ประชาชนมีส่วมร่วมอย่างกว้างขวาง ในการวางเป้าหมายของเมืองร่วมกันครับ
2) สื่อสารตรงๆกับประชาชน ทั่วไป และในพื้นที่ ว่ามีการปรับผังในบริเวณนี้ และสาเหตุการปรับ เพื่อจะได้รับทราบถึงแผนการพัฒนาพร้อมๆกัน อย่าให้เกิด assymetric information การได้เปรียบเสียเปรียบเชิงข้อมูล
3) ให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนของประชาชน ต่อผลกระทบต่างๆของผังเมือง และผังคมนาคม และสิทธิในการเรียกร้องที่ดินของตนในการได้รับการปรับผังสี เพื่อประโยชน์ในการพัฒนา อย่าให้รู้สึกว่ามีแค่นักพัฒนาอสังหาที่ขอผังแดงได้กลุ่มเดียวครับ
4) ดูเหมือนรัฐ ไม่มีทีท่าจะขยายความเจริญออกนอกพื้นที่ไข่แดงมากนัก การปรับผังรัฐยังคงเน้นดึงคนเข้าไปใจกลางเมือง ส่งเสริมการจ้างงานใจกลางเมือง ทั้งที่แออัดมากๆแล้วก็ตาม และรัฐเองก็ไม่ได้สื่อสารกับประชาชนตรงๆว่า ผังเมืองนี้ จะทำให้การลงทุนในอนาคต จะกระจุกตัวอยู่ใจกลางเมืองเป็นส่วนใหญ่ครับ
5) การปรับผังย่อมมีผลทั้ง รถติด มลพิษ ผลกระทบจากการก่อสร้าง การเคลื่อนย้ายของประชากร อาชีพการงาน รัฐควรมีมาตรการรองรับที่เหมาะสมครับ”
.
.