ตำรวจไซเบอร์ ตามรวบหนุ่มนักสะสม ซื้อปืนออนไลน์เก็บไว้ 17 รายการ เก็บไว้ที่บ้าน ก่อนมาโดนตำรวจจับ หวั่นนำอาวุธไปก่อเหตุรุนแรง
ปืนออนไลน์ วันนี้(25 มี.ค.2567) เมื่อเวลา 13.30 น. นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการ “Cyber Chase” กรณี “ตำรวจไซเบอร์ค้นบ้านนักสะสมปืนออนไลน์ ของกลางอาวุธปืน 10 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนจำนวนมาก” ในห้วงเดือน มีนาคม 2567 มีผลการระดมกวาดล้างจับกุม ผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย ตรวจยึดของกลาง อาวุธปืนจำนวน 19 กระบอก กระสุนปืนจำนวน 468 นัด และกระสุนปืนที่บรรจุอยู่ในกล่องน้ำหนักประมาณ 15.8 กิโลกรัม
โดยตำรวจ กก.4 บก.สอท.2 ได้ทำการสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผ่านช่องออนไลน์จนพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายอาวุธปืน ประเภทปืนไทยประดิษฐ์ดัดแปลง (แบลงก์กัน) และเครื่องกระสุนปืน ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก รวมถึงทางแอปพลิเคชัน YOUTUBE ตำรวจชุดสืบสวนจึงได้ทำการสืบสวนหาตัวคนร้าย จนทราบว่ามีการใช้บัญชีสมาชิกกลุ่ม LINE กลุ่มลับในการซื้อขาย อาวุธปืนและกระสุนปืนซึ่งมีจำนวนสมาชิกในกลุ่ม LINE ดังกล่าวหลายร้อยคนและพบว่าสามารถสั่งซื้ออาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนได้จริง จากการสืบสวนพบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องสงสัยหลายราย จึงได้สืบสวนขยายผล จับกุมเครือข่ายผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา วันที่ 20 มี.ค.2567 เวลาประมาณ 11.00 น. ตำรวจ กก.4 บก.สอท.2 ได้เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 10 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ตามหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร พบนายธีรยุทธ (ขอสงวนนามสกุล) แสดงตัวเป็นเจ้าบ้าน ตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบของกลาง จำนวน 17 รายการ ได้แก่
1.อาวุธปืนพกสั้น (ลูกโม่) จำนวน 1 กระบอก บรรจุกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 นัด
2.อาวุธปืนยาวอัดลมแบบประดิษฐ์เอง ลำกล้องยาวประมาณ 72 ซม. จำนวน 1 กระบอก
3.อาวุธปืนยาวอัดลมแบบประดิษฐ์เอง ลำกล้องยาวประมาณ 53 ซม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกล้องเล็ง (ใช้กับกระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่ม)
4.อาวุธปืนยาวอัดลมแบบประดิษฐ์เอง ลำกล้องยาวประมาณ 47 ซม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกล้องเล็ง(ใช้กับกระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่ม)
5.อาวุธปืนยาวอัดลมแบบประดิษฐ์เอง ลำกล้องยาวประมาณ 55 ซม. จำนวน 1 กระบอก (ใช้กับกระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่ม)
6.อาวุธปืนยาวอัดลม ลำกล้องยาวประมาณ 23 ซม. จำนวน 1 กระบอกพร้อมกล้องเล็ง (ใช้กับกระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่ม)
7.อาวุธปืนยาวอัดลม ยี่ห้อ COSMAN ลำกล้องยาวประมาณ 49 ซม. จำนวน 1 กระบอกพร้อมกล้องเล็ง (ใช้กับกระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่ม)
8.อาวุธปืนสั้นอัดลม ยี่ห้อ COSMAN ลำกล้องยาวประมาณ 25 ซม. จำนวน 1 กระบอก (ใช้กับกระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่ม)
9.อาวุธปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก โดยมีกระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 7 นัด บรรจุอยู่ในแม็กกาซีน
10.อาวุธปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ ลำกล้องยาวประมาณ 9 ซม. จำนวน 1 กระบอก
11.กระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 47 นัด
12.กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 7 นัด
13.กระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่ม น้ำหนักรวมภาชนะบรรจุประมาณ 750 กรัม
14.กระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่มบรรจุอยู่ในกระปุกพลาสติก จำนวน 10 กระปุก น้ำหนักรวมภาชนะบรรจุประมาณ 5 กิโลกรัม
15.กระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่มบรรจุอยู่ในถุงซิบล็อกแบบรูดเปิดกดปิด จำนวน 6 ถุง น้ำหนักรวมถุงบรรจุประมาณ 1.7 กิโลกรัม
16.กระสุนปืนตะกั่วแบบหัวร่มบรรจุอยู่ในกระปุกอลูมิเนียม จำนวน 13 กระปุก น้ำหนักรวมภาชนะบรรจุประมาณ 4.2 กิโลกรัม
17.กระสุนปืนแบบลูกปืนจักรยาน บรรจุอยู่ในกระปุกโหลพลาสติก จำนวน 1 กระปุก น้ำหนักรวมภาชนะบรรจุ ประมาณ 4.2 กิโลกรัม
ตำรวจจึงได้จับกุม นายธีรยุทธ แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “มีอาวุธปืน (ไม่มีทะเบียน) และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการตรวจค้นจับกุม พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า สาเหตุผู้ต้องหาสั่งซื้ออาวุธปืนและกระสุนปืน ให้การว่าตนเองเป็นคนชอบสะสมปืน โดยอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางบางส่วน ตนได้ติดต่อชื้อขายผ่านทางออนไลน์ โดยอาวุธปืนสั้นไม่มีทะเบียนซื้อมาในราคากระบอกละ 10,000 - 12,000 บาท ส่วนอาวุธปืนแบลงก์กัน (ปืนดัดแปลง) ชื้อมาในราคา 4,000 -5,000 บาท และได้เริ่มทยอยสะสมมาตั้งแต่เมื่อปี 2562- 2563 เนื่องจากสามารถสั่งซื้ออาวุธปืนและกระสุนปืนทางออนไลน์ได้ง่าย ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าอาจนำไปก่อเหตุอาชญากรรมที่ร้ายแรงตามมาได้ โดยในส่วนของตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนทางช่องทางออนไลน์ จนนำมาสู่การตรวจค้นจับกุม และมีการรวบรวมเป้าหมายซึ่งได้จากการขยายผลการจับกุมการซื้อขายอาวุธปืนออนไลน์ ส่งมอบให้ตำรวจพื้นที่ทั่วประเทศ ดำเนินการจับกุมตรวจค้นมาแล้ว กว่า 1,000 เป้าหมาย ซึ่งเป็นการดำเนินการเชิงรุก เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงก่อนการเกิดเหตุ