จ่อออกหมายจับ เจ๊เล็ก รองนายกเล็กจนดี โยงแก๊งคอลเซนเตอร์ข้ามชาติ

จ่อออกหมายจับ เจ๊เล็ก รองนายกเล็กจนดี โยงแก๊งคอลเซนเตอร์ข้ามชาติ

View icon 197
วันที่ 13 พ.ค. 2567 | 15.46 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ค้นบ้าน เจ๊เล็ก รองนายกเล็กจนดี โยงแก๊งคอลเซนเตอร์ข้ามชาติ ให้ใช้บ้านตั้งฐานหลอกเหยื่อ ยึดเอกสารหลักฐาน จ่อออกหมายจับ หลังหนีไปพร้อมผัว-ลูกสาว คุมเข้มชายแดน-ช่องทางธรรมชาติ นำตัวดำเนินคดี

วันนี้ (13 พ.ค.67) พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. สั่งการให้ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5, พล.ต.ต.สมชาย ซื่อต่อตระกูล ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช, พ.ต.อ.บัญชา ศรีสุข รอง ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.ฐาปกรณ์ หนุมาศ ผกก.3 บก.สอท.5 สนธิกำลัง พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รองผบก.ตม.6, พ.ต.อ.เด่นชาย เจริญยุทธ ผกก.สส.บก.ตม.6 และนายปราโมทย์ รัตรประทีป อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง นำกำลังปิดล้อมตรวจค้น 7 จุด ในพื้นที่อ.ฉวาง และอ.ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามยุทธการ Takedown Scammer Ep:2  จับกุมเครือข่ายขบวนการคอลเซนเตอร์ข้ามชาติ

จุดที่น่าสนใจคือ การเข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ ตำบลจันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านของนางเรวดี อายุ 51 ปี หรือเจ๊เล็ก รองนายกเทศมนตรีจันดี และนายหลิน หรือโกหยาง อายุ 62 ปี สามีนางเรวดี ทั้งคู่เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสงที่ 158 /2567 ลงวันที่ 8 พ.ค. ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบตัว น.ส.เรวดี และสามี พบเพียงผู้ดูแลเท่านั้น โดยบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ภายในแบ่งเป็นโซนที่พักและห้องทำงาน อีกโซนเป็นที่เก็บสินค้าจำพวก ถุงพลาสติก สินค้าเบ็ดเตล็ด กระดาษชำระ เป็นต้น  เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเอกสารหลักฐานบริษัทในเครือข่าย โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ 

ส่วนกำลังอีกส่วนเข้าตรวจสอบบ้านพักอีกหลังในตำบลจันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านของน.ส.อาทิตยา อายุ 23 ปี ลูกสาวนางเรวดี เบื้องต้นไม่พบตัวน.ส.อาทิตยา พบเพียงนายหยาง ชาวจีน ซึ่งเป็นพ่อสามีของน.ส.อาทิตยาอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเอกสารหลักฐาน, สมุดบัญชีธนาคาร ไว้ทำการตรวจสอบ และอีกจุดได้เข้าตรวจค้นโรงแรมจินเฮง ซึ่งอยู่ในตัวตำบลฉวาง ก่อนจับกุมนายอาย่ะ อายุ 37 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสงที่ 161 /2567 ลงวันที่ 8 พ.ค. ในความผิดเดียวกัน พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ, อุปกรณ์  Router เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้จับกุมผู้ต้องหาในเครือข่าย ได้แก่ น.ส.ธัญพร อายุ 44 ปี และน.ส.ลักษิกา อายุ 51 ปี โดยจับกุมได้ที่อ.ฉวาง ,น.ส.ณัฏฐกันย์ อายุ 23 ปี จับได้ที่จ.สุราษฎร์ธานี ตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสงที่157,159, 160/2567 ลงวันที่ 8 พ.ค. ในความผิดเดียวกัน ก่อนนำตัวทั้งหมดไปสอบสวนที่สภ.ทุ่งสง ในส่วนของ น.ส.เรวดี สามี ลูกสาว และน.ส.ดุษดี อยู่ระหว่างหลบหนี

พล.ต.ต.วิวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ตร.บช.สอท. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตำรวจสืบสวน ภ.8 ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ กสทช. กว่า 100 นาย ปูพรมตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในการทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ชาวจีนรายใหญ่ ลักลอบตั้งฐานหลอกคนไทย, ชาวจีน, ชาวรัสเชีย และชาวญี่ปุ่น สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ รวม 90 คน พร้อมยึดของกลางอีกหลายรายการ ซึ่งจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงว่าขบวนการดังกล่าว มีน.ส.เรวดี หรือเจ๊เล็ก รองนายกเทศมนตรีจันดี เป็นเจ้าของสถานที่ที่กลุ่มคอลเซนเตอร์ชาวจีนใช้ตั้งฐานปฎิบัติการ และได้ผลประโยชน์จากการเช่าอาศัย อีกทั้งสามีคือนายหลิน หรือโกหยาง  มีการโอนเงินซื้อคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ให้กับกลุ่มคอลเซนเตอร์ชาวจีน และทำหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างชาวไทย ส่วน น.ส.อาทิตยา ลูกสาว เป็นนอมินีปรากฎชื่อในบริษัทที่กลุ่มคอลเซนเตอร์ชาวจีนใช้บังหน้า

จึงรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ  7 ราย เป็นกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ 2 หมายจับ คือ นายหลิน ,น.ส.อาทิตยา และกลุ่มผู้ร่วมขบวนการสนับสนุนทำหน้าที่นอมินี ซื้ออุปกรณ์ในการกระทำผิด และบัญชีม้า 5 หมายจับ คือ น.ส.ดุษดี, น.ส.ธัญพร ,น.ส.ลักษิกา, นายอาย่ะ, น.ส.ณัฏฐกันย์ ส่วนน.ส.เรวดี หรือเจ๊เล็ก ศาลให้ออกหมายเรียกมารับทราบข้อหา ทั้งนี้ จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การภาคเสธ แต่ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการสืบสวน ขบวนการนี้หลอกลวงเหยื่อโดยออกอุบายชักชวนเล่นพนันออนไลน์ ซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มติ๊กต็อก ชอปปี ในลักษณะสแกรมเมอร์ ผ่านแอพพลิเคชันไลน์ เทเลแกรมและคิวคิว ซึ่งขบวนการนี้มีเงินหมุนเวียนกว่าล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวนได้ทำเรื่องเสนอต่อศาลออกหมายจับ น.ส.เรวดี เนื่องจากมีพฤติกรรมหลบหนีไม่ยอมมาตามหมายเรียก ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของศาล เช่นเดียวกับผู้ต้องหาที่หลบหนีได้ประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตลอดจนหน่วยงานความมั่นคงเฝ้าติดตาม และคุมเข้มสกัดจับตามแนวชายแดนและช่องทางธรรมชาติเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง