ลูกคลั่งฆ่าโหด ใช้ไม้คมแฝกตีแม่-หลาน 5 ขวบ เสียชีวิตคู่

View icon 98
วันที่ 22 พ.ค. 2567 | 06.31 น.
เช้านี้ที่หมอชิต
แชร์
เช้านี้ที่หมอชิต - ลูกชายป่วยจิตคลั่ง ฆ่าโหด 2 ศพ ใช้ไม้คมแฝกกระหน่ำตีแม่ตัวเองเสียชีวิตคาบ้าน แต่ยังไม่หนำใจ ใช้ไม้อันเดิมตีหลานชายอายุเพียง 5 ขวบ เสียชีวิตอีกราย ชาวบ้านแจ้งตำรวจเข้าควบคุมตัว

ตำรวจ สภ.หินเหล็กไฟ ใช้ไม้ง่ามเข้าควบคุมตัว นายสมยศ อายุ 38 ปี โดยไม่มีท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด ก่อนจะควบคุมตัวไปที่ สภ.หินเหล็กไฟ เพื่อสงบสติอารมณ์ หลังจาก นายสมยศ ก่อเหตุฆ่าแม่ตัวเอง และหลานชาย เสียชีวิต 2 ศพ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านใหม่เจริญสุข ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ตรวจสอบในบ้าน พบศพ นางสมาน อายุ 68 ปี เจ้าของบ้าน เสียชีวิตอยู่ในบ้าน สภาพศพถูกตีด้วยของแข็งตามศีรษะ และร่างกายหลายแห่ง พื้นบ้านมีรอยลากศพเข้า-ออกบ้าน นอกจากนี้ยังพบศพเด็กชายอายุ 5 ขวบ หลานผู้เสียชีวิต และเป็นหลานก่อเหตุ ถูกตีใบหน้าและศีรษะ เสียชีวิตเป็นรายที่ 2
ตรวจสอบในบ้านพบไม้คมแฝกเปื้อนเลือดวางอยู่ข้างศพผู้ตายทั้งคู่ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาวุธที่ใช้ฆ่ายายและหลาน

สอบถาม เพื่อนบ้าน และเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุได้ยินเสียงดัง แต่ไม่รู้สาเหตุ ไม่นานได้ยินเสียงหลาน 5 ขวบ ตะโกนออกมาว่า "พ่อฆ่าแม่" (หลานเรียกคนก่อเหตุว่าลุง) จากนั้นไม่กี่นาทีก็ไม่ได้ยินเสียงหลานอีก คาดว่าน่าจะเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน

ด้าน นายบุญสังข์ ทินปราณี กำนันตำบลตูมใหญ่ บอกว่า หลังทราบเหตุเข้าไปตรวจสอบ แต่ไม่กล้าเข้าไป เห็นเพียง นายสมยศ ลากแม่ออกมา ซึ่งคาดว่าขณะนั้นเสียชีวิตแล้ว ก่อนจะลากเข้ากลับไปในบ้านอีก ส่วนหลานที่เสียชีวิต นายสมยศ ได้อุ้มออกมา แล้วอุ้มกลับไปเช่นกัน โดย นายสมยศ เคยใช้ยาเสพติด ก่อนจะป่วยจิตเวช สาเหตุจึงคาดว่าน่าจะอาการจิตเวชกำเริบ

ช่วงที่กินยาก็จะเหมือนคนปกติออกไปทำงานรับจ้างได้ แต่ช่วงไหนไม่ได้กินยาก็จะมีอาการคลุ้มคลั่งอาละวาด แต่ยังไม่เคยก่อเหตุรุนแรง ก่อนเกิดเหตุเมื่อวานนี้ ยังไปรับยาที่โรงพยาบาล แต่ไม่รู้ว่าได้กินยาหรือไม่ กระทั่งมาเกิดเหตุสลดฆ่าแม่และหลานชายแท้ ๆ ของตัวเอง

ชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่า นายสมยศ ป่วยเป็นโรคจิตเวชมานานกว่า 10 ปี ปกติจะไปส่งแม่ไปฟอกไตเป็นประจำ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เคยมีเรื่องทะเลาะกันแต่ไม่ถึงขั้นรุนแรงแบบนี้ คาดว่าขาดยารักษาจิตเวช

เบื้องต้น ตำรวจ สภ.หินเหล็กไฟ ต้องแจ้งข้อหาฆ่าบุพการีไว้ก่อน แต่หากเป็นผู้ป่วยก็ต้องมีใบรับรองจากแพทย์ยืนยัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง