แบคทีเรีย STSS เพิ่มสูงขึ้นในญี่ปุ่น ป่วยสะสมเกือบพันคน กรมควบคุมโรคเผยในไทยตั้งแต่ต้นปี 67 พบป่วยโรคไข้ดำแดง 18 คน ไม่มีเสียชีวิต STSS อาการเปลี่ยนเร็วใน 24-48 ชม. หมอควรซักประวัติการเดินทาง รักษาอย่างรวดเร็ว ก่อนเกิดภาวะช็อก
วันนี้ (17 มิ.ย.67) กรมควบคุมโรค ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีพบผู้ป่วยกลุ่มอาการภาวะช็อกจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส (Streptococcal toxic shock syndrome) หรือ STSS เพิ่มสูงขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยโรคนี้เป็นภาวะติดเชื้อที่รุนแรงที่พบได้น้อยแต่เป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus กลุ่ม A ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้พบได้บ่อยในลำคอและบนผิวหนังของคนทั่วไป และสามารถทำให้เกิดอาการคออักเสบได้ บางคนมีความรุนแรง ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ลุกลามที่เรียกว่า invasive Group A Streptococcal disease (iGAS)
กรมควบคุมโรค ระบุด้วยว่า จากรายงานโรคติดเชื้อประจำสัปดาห์ ของสถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติญี่ปุ่น ฉบับที่ 21 (วันที่ 20 – 26 พ.ค.67) พบผู้ป่วย STSS จำนวน 30 คน เสียชีวิต 6 คน โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 พ.ค.67 มีรายงานพบผู้ป่วย STSS สะสม 690 คน เสียชีวิต 163 คน (ร้อยละ 23.6) กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุ 70 - 79 ปี 149 คน (ร้อยละ 21.6) และจากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.67 พบการรายงานผู้ป่วย STSS สะสมในปี 2567 เพิ่มขึ้น รวมจำนวน 977 คน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2566
ลักษณะอาการ เริ่มด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว และโดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง จะมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว และมีสัญญาณและอาการที่แสดงให้เห็นถึงภาวะล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น ตับวาย ไตวาย ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน เกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ผื่นแดงทั่วตัว อาการทางระบบประสาท จนเกิดภาวะช็อก และภาวะล้มเหลวของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายตามมา จนเสียชีวิตได้
การติดต่อ เชื้อ Streptococcus กลุ่ม A แพร่เชื้อจากคนสู่คน ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น ละอองฝอยน้ำมูก น้ำลาย ซึ่งจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุคอ เยื่อบุเมือกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนังจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งได้ด้วย จากนั้นเชื้อจะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อชั้นลึก และเข้าสู่กระแสเลือด การวินิจฉัยโรค และการรักษา ใช้อาการทางคลินิกร่วมกับผลการตรวจแยกเชื้อ โดยผู้ป่วยควรได้รับการรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์
สำหรับประเทศไทยไม่พบผู้ป่วยภาวะติดเชื้อที่รุนแรง หรือ STSS แต่มีรายงานการติดเชื้อ Streptococcus กลุ่ม A ซึ่งเป็นเชื้อประจำถิ่น ที่ทำให้เกิดโรคไข้ดำแดง มีการติดเชื้อเป็นหนองหรือจุดเลือดออกที่คอหอย และต่อมทอนซิล มักมีอาการไม่รุนแรง ได้แก่ เจ็บคอ ปวดศีรษะ และไข้มีผื่นละเอียดสีแดงตามร่างกาย สัมผัสแล้วมีลักษณะสากคล้ายกระดาษทราย ลิ้นบวมแดง (Strawberry tongue) โรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนโดยการหายใจสูดเอาละอองฝอยของเสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่มีเชื้อ หรือสัมผัสผ่านทางมือสิ่งของเครื่องใช้ มักระบาดในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น เด็กนักเรียนในโรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก โดยจากข้อมูลระบบรายงานการเฝ้าระวังโรค ของกรมควบคุมโรค ในปี 2566 พบผู้ป่วย จำนวน 608 คน คิดเป็นอัตราป่วย 0.92 ต่อแสนประชากร ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต และปี 2567 (วันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย.67) พบผู้ป่วย 18 คน ไม่พบผู้เสียชีวิต
สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ควรให้ความสำคัญในการป้องกันตนเอง เนื่องจากเชื้อ สามารถติดต่อจากคนสู่คน ผ่านละอองฝอยของสารคัดหลั่ง และบาดแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้เดินทางกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีบาดแผลหรือแผลผ่าตัด ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ก่อนการเดินทาง ตรวจสอบสถานการณ์โรคในพื้นที่ที่จะเดินทางไป โดยติดตามการระบาดของโรคได้ที่เว็บไซต์ทางการของประเทศญี่ปุ่น https://www.niid.go.jp/เตรียมอุปกรณ์ในการป้องกันตนเองให้พร้อม เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ อุปกรณ์ทำความสะอาดบาดแผล ทายาฆ่าเชื้อ และปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ เป็นต้น แนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพล่วงหน้าก่อนการเดินทาง
ระหว่างการเดินทาง (ระหว่างอยู่ที่ประเทศปลายทาง) ให้รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ และทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร สวมหน้ากากอนามัย ปิดปากหรือจมูกเมื่อไอหรือจาม และระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังเกิดบาดแผล และเมื่อมีบาดแผลให้ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ระมัดระวังการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด เช่น ย่านช้อปปิ้ง ถนนคนเดิน สถานีรถไฟ สังเกตอาการผิดปกติของตนเอง หากมีอาการเบื้องต้น ได้แก่ เจ็บคอ มีไข้ ให้รีบพบแพทย์ และแยกตัวเองจากบุคคลใกล้ชิด
หลังกลับจากการเดินทาง หากมีอาการผิดปกติเข้าได้กับอาการแรกเริ่มของ STSS เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบ
ข้อมูลสำหรับแพทย์และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข เนื่องด้วยอาการ STSS มีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หน่วยงานบริการสาธารณสุขต้องเฝ้าระวังโรคในผู้เดินทาง หากพบผู้ป่วยเข้าได้กับลักษณะอาการของ STSS และมีประวัติการเดินทางมาจากพื้นที่ที่พบผู้ป่วย ควรรีบประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย เพื่อให้การรักษาอย่างรวดเร็วก่อนเกิดภาวะช็อก ลดความรุนแรง และการแพร่กระจายของโรคในประเทศไทย