คดีปล้นเงิน 3.3 ล้าน สั่งสอบบริษัทเจ้าของเงิน จ้างคนไปทำธุรกรรมมากกว่า 1 ธนาคาร เบิกไม่เกินครั้งละ 2 ล้าน เลี่ยงกฎเหล็ก ปปง.
ความคืบหน้าคดีปล้นเงิน 3.3 ล้าน ก่อเหตุในลานจอดรถหน้าห้างดัง วันนี้ (9 ก.ค.67) พล.ต.ต. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำนายแจ็ค หรือนายจักรพงษ์ อายุ 44 ปี ซึ่งให้การที่ค่อนข้างเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยนายแจ็คได้ให้การว่า เป็นคนวางแผนในการก่อเหตุครั้งนี้ร่วมกับนายบอล ปากแหว่ง และผู้ต้องหาอีกคน ซึ่งชายไม่ทราบชื่อ ตามข้อมูลที่นายแจ็คยอมเปิดปาก ระบุว่า ผู้ต้องหาอีกคน มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งข้อมูลจากการสืบสวนล่าสุดตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาคนที่ 3 ยังหลบหนีอยู่ในประเทศไทย
ส่วนนายบอลปากแหว่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานในการส่งตัวคนร้ายข้ามแดนกับ สปป.ลาว เบื้องต้นต้องให้ทาง สปป.ลาว ดำเนินคดีกับนายบอลให้เรียบร้อยก่อน จึงจะส่งตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้
พล.ต.ต. นพศิลป์ เปิดเผยถึงประเด็นการธุรกิจของบริษัทฯ ที่ผู้เสียหายไปทำธุรกรรมเบิกถอนเงินในวันเกิดเหตุ ในชั้นสอบสวน นายแจ็คได้ให้การกับตำรวจว่า ผู้เสียหายเป็นบริษัทรับแลกเปลี่ยนเงิน แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะจากการสืบสวนเส้นทางการเงินในเบื้องต้น พบว่า บริษัทฯ ได้จ้างให้คนไปเงินไปทำธุรกรรมแต่ละครั้งมากกว่า 1 ธนาคาร และมีการเบิกเงินครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบที่ต้องรายงานธุรกรรมต้องสงสัยจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างเชิญกรรมการบริษัท หรือตัวแทนของบริษัทผู้เสียหายมาชี้แจง
อีกทั้ง ยังพบว่า เจ้าของบัญชีในการทำธุรกรรมเป็นคนไทย 3 คน ที่อยู่ในจังหวัดเชียงราย พังงา และสมุทรปราการ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ก.ค.67 ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้ทั้ง 3 คน มาพบเจ้าพนักงานแล้ว แต่ทั้ง 3 คน ไม่มาตามหมายเรียก ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการออกหมายเรียกครั้งที่ 2
ทั้งนี้มีรายงานว่า พล.ต.ต.นพศิลป์สั่งการให้ชุดคลี่คลายคดีตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมดของบัญชีที่ถูกถอนออกไปก่อนจะถูกนายแจ๊คและนายบอลก่อเหตุชิงทรัพย์ได้เงินไป 3.3 ล้านบาท ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายหรือไม่ หลังพบเงินหมุนเวียนเข้ามาในบัญชีทุกวัน