สาวโต้สะใภ้จีน ไม่ได้เป็นเอเจนซี มีหลักฐานทุกอย่าง เจ้าตัวพาแม่อ้อนวอนให้ช่วยหาคู่ และรู้ข้อมูลบ้านฝ่ายชาย แต่หลังได้เงินนิสัยเปลี่ยน จี้ กลับไปเซ็นใบหย่า ลั่น “เขาไม่เอาคุณแล้ว”
จากกรณีอดีตพนักงานต้อนรับสาว อายุ 24 ปี ร้องเพจสายไหมต้องรอด ถูกเอเจนซีสาวไทยหลอกไปแต่งงานกับหนุ่มจีน โพรไฟล์ดี มีคอนโดมีเนียมเป็นที่อยู่อาศัย แต่พอไปถึงบ้านฝ่ายชายกลับพาไปอยู่ที่ฟาร์มวัวบนภูเขา การอยู่กินไม่สะดวกสบาย โดยเฉพาะห้องน้ำ ห้องส้วม ไม่มีน้ำอาบ ปลดทุกข์ แถมยังได้ค่าสินสอดแค่ 9 หมื่นบาท ทั้งที่แฟนชาวจีนบอกให้ไป 8 แสนบาท จึงต้องหลบหนีจากฟาร์มเพื่อกลับเมืองไทย แต่เอเจนซีกลับขอเงินสินสอดคืน คาดจะเป็นการค้ามนุษย์
วันนี้ (18 ก.ย.67) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ น.ส.ฝ้าย (นามสมมติ) อายุ 24 ปี ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นเอเจนซีจัดหาคู่สาวไทยกับหนุ่มจีน โดย น.ส.ฝ้าย เปิดเผยว่า ตนแต่งงานกับหนุ่มจีนมา 5 ปี มีชีวิตสุขสบาย สามีดูแลดี ไม่เคยเปิดบริษัทจัดหาคู่ แต่ระยะเวลา 5 ปี จะมีญาติและเพื่อนชาวจีนมาขอให้สามีช่วยติดต่อสาวไทยมาแต่งงาน เพื่อสร้างครอบครัว ส่วนตนก็จะมีสาวไทยมาขอให้ช่วยติดต่อหนุ่มชาวจีนให้ด้วย มาในลักษณะขอร้อง ซึ่งตนก็ติดต่อให้ทั้งหมด 12 คู่ โดยไม่ได้เรียกร้องเงินทองจากคู่รักแต่อย่างใด นอกจากจะจัดงานแต่ง เจ้าบ่าวจะใส่ซองตอบแทนแม่สื่อเท่านั้น โดย 10 คู่มีความสุขดี มีลูก แต่มีแค่ 2 คู่ที่มีปัญหา
น.ส.ฝ้าย เปิดเผยต่อว่า ส่วนอดีตพนักงานต้อนรับสาว เคยมีครอบครัวมาก่อน เป็นคนหมู่บ้านเดียวกับคนที่ไปแต่งงานก่อนหน้านี้แล้วได้ดี จึงส่งรูปมาหาตน และพาแม่มาคุยกับตนอ้อนวอนให้ช่วย เพื่อครอบครัวจะได้ดีขึ้น ตนสงสารจึงช่วยเหลือเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ส่วนหนุ่มชาวจีนเป็นญาติกับสามีตนอายุ 30 ปี เช่าที่ทำฟาร์มวัว ฟาร์มแกะ ปลูกผักบนภูเขา ไม่ได้สะดวก แต่มีคอนโดในตัวเมืองจริง เบื้องต้นได้ให้ทั้งคู่ไลฟ์คุยกันผ่านวีแชท ต่างพอใจซึ่งกันและกัน จึงตกลงจะไปศึกษาดูใจกันก่อนจดทะเบียนแต่งงาน และเรียนภาษาจีนจนสื่อสารกันได้ จากนั้นก็ดำเนินการเรื่องเอกสาร
น.ส.ฝ้าย เผยต่อว่า หนุ่มจีนโอนเงินให้ตนถือไว้ 8 หมื่นหยวน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3.6 แสนบาท ใช้เป็นเป็นค่าสินสอด 1 แสนบาท ค่าทอง เรียนภาษาจีน ซื้อโทรศัพท์ ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าดำเนินการเอกสาร ค่าตั๋วเครื่องบิน เพราะถ้าให้สาวไทยเกรงจะหอบเงินหนี เมื่อเดินทางไปถึงบ้านหนุ่มจีนเพื่ออยู่ศึกษาดูใจกัน 10 วัน โดยมีกฎว่าอยู่ด้วยกันได้ ศึกษาดูใจกันได้ แต่ห้ามมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งก่อนจดทะเบียน เพราะเกรงจะเกิดปัญหาภายหลังว่าได้แล้วไม่รับผิดชอบ ถ้าศึกษาดูใจกันแล้วไม่ประทับใจก็เดินทางกลับ แต่ปรากฏว่าอดีตพนักงานต้อนรับสาวพอใจจะอยู่ต่อ จึงพาไปจดทะเบียน และโอนเงินสินสอดให้ 1 แสนบาท ส่วนเงินที่เหลือจะซื้อทองให้ก่อนแต่งงาน แต่ผู้ชายยังทำงานไม่เสร็จ ยังไม่ได้ไปหาฤกษ์แต่งงาน ก็ให้ อดีตพนักงานต้อนรับสาว อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ทำงานอะไร แม้แต่จานยังไม่ได้ล้าง
แต่หลังจากได้เงินสินสอดแล้ว 4 วัน อดีตพนักงานต้อนรับสาวก็เปลี่ยนไป อันนั้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ดี ขอเงินแฟนก็ให้ แล้วก็หนีออกจากบ้าน แล้วมาบอกว่าตนเป็นเอเจนซีหลอกไปแต่งงานกับหนุ่มจีนไม่ตรงปก และกล่าวหาว่าแฟนหนุ่มจีนโอนเงินมาให้ตน 8 แสนบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการโอนมาให้ตนแต่อย่างใด รวมถึงกล่าวหาว่าสามีตนทำร้ายร่างกายหญิงไทย ก็ไม่เป็นความจริง เพราะสามีภรรยาทะเลาะกัน สามีตนเข้าไปห้ามก็แค่นั้นไม่ได้ทำร้ายใคร ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นเอเจนซีหาคู่ เพื่อแลกกับเงินค่าจ้าง แต่ตนกับสามีเป็นแม่สื่อให้สาวไทยกับหนุ่มจีนมาพบกัน ถ้าพอใจก็จดทะเบียน และหาฤกษ์แต่งงานกัน
ส่วนเงินที่โอนมาให้ตน 3.6 แสนบาท เพื่อดำเนินการทั้งหมด เหลือแค่ซื้อทองในงานแต่งเท่านั้น เหลือเงินกี่บาทก็ซื้อเท่านั้น ส่วนเงินตอบแทนตน หนุ่มจีนอาจจะใส่พานเป็นค่าตอบแทน 5 พันบาท หรือ 1 หมื่นบาทเท่านั้น ตนมีหลักฐานทุกอย่าง ถ้าอยากจะฟ้องก็คิดให้ดี และมีคนที่จะเป็นพยานให้ หนุ่มจีนอาจจะบอกว่าให้เงิน 8 แสนบาทไว้กับตน แต่สาวไทยหนีก่อนเลยไม่โอนมา และไม่เคยข่มขู่ครอบครัวใคร “ส่วนตัวคิดว่าที่ออกมาร้องเรียนก็แค่ไม่อยากคืนเงินสินสอด 1 แสนบาท ฝากถึงน้องอดีตพนักงานต้อนรับให้ไปเซ็นทะเบียนหย่าให้เขา ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้กลับไทย จะไม่มีการเจรจาอีกแล้ว เซ็นแล้วกลับไทยได้เลย เพราะว่าเขาก็ไม่เอาคุณแล้วเหมือนกัน ให้เอาเงินสินสอดมาคืน 1 แสนบาท เพราะถ้าไม่ให้เขาคืน ตนก็ต้องชดใช้แทน ของมีค่าที่ใช้อยู่ของตนให้เอามาคืนด้วย”