ห้องข่าวภาคเที่ยง - เรื่องที่มีคนขี่รถจักรยานยนต์ไปชนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ ที่เดินข้ามทางม้าลาย จุดเดียวกับคดี "หมอกระต่าย" ที่เพิ่งนำเสนอข่าวไปเมื่อวาน วันนี้ตำรวจนัดผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำ เพื่อจะแจ้งข้อหา "ขับรถประมาท" ไปดูกันหน่อยว่าผู้ก่อเหตุ จะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร
ตอนที่เพจฯ เรารักด่านตรวจ เอาภาพนี้มาแชร์ลงเฟซบุ๊ก คนก็เข้าไปคอมเมนต์กันฉ่ำเลย ว่าเนี่ยเพิ่งจะครบรอบ 3 ปี คดีหมอกระต่ายไปเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง ไม่ทันไร มาชนจุดเดิมอีกแล้ว ก็ยิ่งชัดน่ะสิ ที่เขาบอกว่าถนนในไทย ไม่ปลอดภัย ติด 1 ใน 5 ของโลก
เหตุการณ์นี้ผู้บาดเจ็บ เป็นนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อายุ 68 ปี ส่วนผู้ก่อเหตุ ไม่พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดในร่างกาย อ้างว่า ไม่ชำนาญเส้นทาง เพิ่งเคยผ่านมาทางนี้เป็นครั้งแรก
ตำรวจแจ้งข้อหา "ขับรถประมาท" และนัดสอบปากคำวันนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็มาตามนัด พร้อมกับขอโทษสังคม และพร้อมยอมรับผิด ยืนยันว่าตนเองไม่ชินทาง พยายามจะเลี่ยงเส้นทางรถติด เพื่อขี่ไปรับลูกที่ย่านคลองเตย ใช้ความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะเห็นว่าไม่มีรถ และไม่ทันสังเกตว่ามีสัญญาณไฟแดง จนมาเห็นรถกระบะชะลอ ถึงเริ่มรู้ตัวแต่ก็ไม่ทัน ชนกับนักท่องเที่ยวจนอีกฝ่ายบาดเจ็บ
อัพเดตเรื่องข้อหา สรุปแล้วตำรวจไม่ได้แจ้งแค่ขับรถโดยประมาท แต่แจกไป 7 ข้อหา ทั้งขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ, ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร, ขับรถไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย, ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่, ขับรถโดยไม่มีใบเสียภาษี และอื่น ๆ ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นเรื่องการเจรจาค่าสินไหมทดแทน และเท่าที่ทราบค่ารักษาผู้บาดเจ็บ ปาเข้าไป 300,000 บาทแล้ว ต่อให้ไม่ติดใจเอาความ ยังไงก็ต้องเยียวยาหนักอยู่ดี
ภัยของรถจักรยานยนต์เหมือนกัน แต่คดีนี้จะฟังดูกลับกันอยู่หน่อย เพราะคนร้ายเป็นคนไทย ใช้คราบวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขี่ย้อนศรขึ้นทางเท้า 2 รอบ จนมาเจอเหยื่อเป็นหญิงชาวเมียนมาที่เดินมากับครอบครัว ก็ขี่รถไปดักรอข้างหน้า ตรงจุดที่เธอจะต้องเดินผ่านแน่นอน แล้วอาศัยจังหวะที่กำลังจะเดินผ่าน หันไปคว้าเอาสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท และจี้ทองคำหนัก 2 สลึง กระชากติดมือ แล้วขี่รถหลบหนีไป
คดีนี้ตำรวจตามจับไปถึงโน่น อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนร้ายเจอตำรวจก็แสดงท่าทีมีพิรุธ พอตำรวจเอาหลักฐานไปให้ดู เจ้าตัวก็ยอมจำนน รับแต่โดยดีว่า ตนเองชื่อ "ประสิทธิ" เหตุที่ลงมือ เพราะต้องการเงินไปใช้หนี้ ได้ทองมาแล้วก็นำไปขายต่อที่ห้างทอง ย่านตลาดพลู ได้เงินมาประมาณ 100,000 บาท ใช้หนี้เหลือ 20,000 บาท
ขณะที่ตำรวจตรวจสอบประวัติ พบว่าเคยก่อเหตุทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น ลักทรัพย์ ปี 2561 ลักทรัพย์ ปี 2562 ความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ปี 2563 และก่อนจะมาก่อเหตุคดีนี้ ก็เพิ่งจะวิ่งราวทรัพย์ ไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง