ตำรวจคุมตัวพ่อเลี้ยง อนาจารเด็ก 10 ขวบจนอวัยวะฉีกขาด ไปตรวจร่างกาย และเก็บ DNA ขณะที่เจ้าตัวฝากนักข่าวช่วยตามคดี กลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม อ้างเด็กชอบพูดโกหก
จากกรณีที่เด็กหญิง อายุ 10 ขวบ ถูกล่วงละเมิดบริเวณใกล้โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี และแม่เด็กอ้างว่า ชาย 3 คน ได้ใช้ไม้ล่วงละเมิด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลจังหวัดชลบุรี ออกหมายจับนายอนุพงศ์ หรือโอ๊ต พ่อลี้ยง ในข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี
ความคืบหน้าวันนี้ ( 18 ก.พ.68 ) พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวพ่อเลี้ยง ไปตรวจร่างกาย และตรวจดีเอ็นเอ ที่โรงพยาบาลหนองใหญ่ เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ระหว่างนำตัวมาควบคุมที่ สภ.หนองใหญ่ ทีมข่าวได้สอบถามว่า อยากพูดอะไรไหม ยังให้การปฏิเสธหรือไม่ พ่อเลี้ยงตอบว่า “ช่วยตามเรื่องการตรวจดีเอ็นเอของตนเองด้วย เพราะกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งยังบอกว่าเด็กผู้เสียหายมักพูดโกหกเป็นประจำ และยังให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา”
ด้าน พ.ต.อ. กฤษณ์ มาสุข ผกก. สภ.หนองใหญ่ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่ตำรวจมีหลักฐานเพียงพอ ที่ทำให้ศาลออกหมายจับ ทั้งนี้ที่ได้รับตำรวจได้รับก็รู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่ทีแรก จึงลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อเท็จจริง โดยการออกหมายจับ มาจากการการสอบปากคำที่ให้การที่ไม่ตรงความจริงหลายอย่าง, ไทม์ไลน์ช่วงก่อนเกิดเหตุ และเหตุผลสำคัญมาจากการที่เด็กผู้เสียหายให้การว่าพ่อเลี้ยงเป็นคนก่อเหตุ และถูกกระทำโดยของแข็งบางอย่างที่ไม่สามารถระบุได้ว่าคืออะไร แต่ภายหลังก็ทราบว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยพ่อเลี้ยงเอง ไม่ได้ใช้ไม้ก่อเหตุแต่อย่างใด
ในขณะที่ผลตรวจร่างกายของเด็กผู้เสียหาย แพทย์ระบุว่า บาดแผลเกิดจากการถูกของแข็ง และเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นแค่ช่วงข้ามคืน ส่วนที่เด็กผู้เสียหายเคยเล่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โดยเริ่มจากการที่อ้างว่าหกล้ม แต่แพทย์ที่ตรวจอาการยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ต่อมาเด็กเปลี่ยนบอกว่าเพื่อนแกล้ง เมื่อสอบถามว่าเพื่อนคนไหนแกล้ง เด็กก็พูดชื่อเพื่อนมาคนหนึ่ง แต่พอไปตรวจสอบหาข้อมูลและสอบถามจากเพื่อนที่ถูกพาดพิงก็ปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องจริง
จากนั้นเด็กจึงอ้างว่าถูกกระทำโดยชาย 3 คน ที่มาตกปลาในบ่อน้ำข้างโรงเรียน ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และพยานบุคคลที่อยู่โรงเรียนไม่พบชาย 3 คน แต่อย่างใด จึงเชื่อว่าเด็กถูกบังคับไม่ให้พูดความจริง จึงต้องโกหกไปเรื่อยเพื่อเอาตัวรอด
ส่วนช่วงเวลาก่อเหตุนั้น เชื่อว่าน่าจะเกิดหลังจากที่แม่ไปรับเด็กผู้เสียหายจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน จากนั้นแม่ก็ไปทำงานต่อจนถึง 3 ทุ่ม ส่วนพี่ชายของเด็กผู้เสียหายแข่งฟุตบอลที่โรงเรียน โดยมีครูพามาส่งที่บ้านหลังจากแข่งบอลเสร็จ ระหว่างนั้นพ่อเลี้ยงกลับมาบ้าน ทำให้ช่วงเวลานั้น พ่อเลี้ยงอยู่กับเด็กเพียง 2 คน จึงอาจสบโอกาสก่อเหตุในช่วงเวลาดังกล่าว หลังจากที่พ่อเลี้ยงถูกจับกุม ส่วนแม่ของเด็ก ไม่เชื่อว่าสามีเป็นผู้ก่อเหตุ