องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ทำจดหมายเปิดผนึกถึง อสส. ใช้ดุลพินิจสั่งอุทธรณ์ “คดีทุจริตพาณิชย์อุบลฯ” หลังศาลสั่งจำคุก 130 ปี แต่ให้รอลงอาญา
วันนี้ (28 ก.พ.68) นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากกรณีอดีตพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดสุรินทร์ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่าร่ำรวยผิดปกติจากการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง 26 โครงการ มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ในห้วงปี พ.ศ. 2554-2557 และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาเมื่อ 24 ก.ย. 2567 ตัดสินให้จำคุก 130 ปี 78 เดือน ปรับ 2,652,000 บาท จำเลยรับสารภาพได้รับการลดโทษคงเหลือ จำคุก 50 ปี ปรับ 1,326,000 บาท สุดท้ายศาลให้ “รอลงอาญา 5 ปี” นั้น
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เห็นว่า จำเลยคดีนี้เป็นข้าราชการ แต่กลับใช้อำนาจหน้าที่กระทำการทุจริตเป็นเครือข่ายอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดความเสียหายต่อรัฐจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน ที่สำคัญยังทำลายความเชื่อมั่น ความศรัทธาของประชาชนต่อภาครัฐ พฤติกรรมโดยรวมของคดีตามที่ปรากฏจึงไม่สมควรรอลงอาญา สอดคล้องตามหลักสากลที่ถือว่าคดีคอร์รัปชันเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ต้องลงโทษหนักและไม่มีการรอลงอาญา
ไม่เพียงเท่านั้น ต่อคำตัดสินคดีนี้ หากนำมาเปรียบเทียบกับคดีของ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงแม้ฐานคดีจะต่างกัน แต่ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ผู้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. เพื่อปกป้องสิทธิประชาชน กลับถูกลงโทษให้จำคุก โดยไม่มีการรอลงอาญา ยิ่งทำให้สังคมสับสนในกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติรัฐของประเทศ
“คอร์รัปชันในภาครัฐเป็นปัญหาวิกฤตของประเทศ แต่การจับกุมเอาคนโกงชาติมาลงโทษเป็นเรื่องยากเย็น ต้องสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรของรัฐอย่างมาก เพราะหลายคดีใช้เวลานับสิบ ๆ ปี จึงทำให้คนผิดส่วนใหญ่ยังลอยนวลอย่างย่ามใจ แต่ประชาชนหดหู่สิ้นหวังว่าประเทศไม่พัฒนา เพราะคนโกงครองเมือง” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวและว่า ในบทบาทขององค์กรภาคประชาชน จึงขอเสนอความเห็นต่ออัยการสูงสุดโปรดพิจารณาใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งดุลยพินิจในการกำหนดโทษของศาลในคดีนี้ โดยขอให้ลงโทษหนักขึ้นและไม่รอลงอาญา เพื่อให้เกิดการสร้างมาตรฐานการลงโทษคดีทุจริตที่สังคมยอมรับ