อ.ทัชมัย 1 ในบอร์ด กคพ.เผยเหตุผลโหวตรับสอบสวนฟอกเงินฮั้วเลือก สว.

อ.ทัชมัย 1 ในบอร์ด กคพ.เผยเหตุผลโหวตรับสอบสวนฟอกเงินฮั้วเลือก สว.

View icon 639
วันที่ 7 มี.ค. 2568 | 17.28 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
คดีฮั้วเลือก สว. อาจารย์นิติฯ หนึ่งในบอร์ด กคพ. เล่าบรรยากาศถกเครียด เปิดข้อกฎหมายแจง ลงมีมติเสียงข้างมากชี้ขาดให้รับคดีสมคบฟอกเงิน ระหว่างสอบสวนหากพบความผิดฐานอั้งยี่ สอบสวนเป็นคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันได้ ปมขู่ฟ้อง ม.157 ตั้งคำถามกลับ มีคนมาร้อง ถ้าไม่ทำอะไรเลย ดีเอสไอ-กคพ. ต้องรับผิดหรือไม่

ทัชมัย ฤกษะสุต กรรมการคดีพิเศษ (ผู้ทรงคุณวุฒิ) นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงบรรยากกาศถกเครียดในที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ โดยย้อนไปเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่การประชุมนัดแรก 26 ก.พ.68 เป็นวันแรกที่สำนวนคดีสืบสวน ถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กคพ. โดยวันนั้นตั้งคดีอั้งยี่ และคดีความมั่นคงยังไม่มีเนื้อหาในคดีฟอกเงิน จึงต้องใช้เสียงโหวต 2 ใน 3 เพราะไม่ใช่คดีอาญาที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ

อาจารย์ทัชมัย บอกว่า ตนเป็นคนตั้งข้อสังเกตต่อที่ประชุมว่า ทำไมไม่มีความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองคดีพิเศษ โดยอธิบดีดีเอสไอ แจ้งว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน ตนจึงเสนอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจึงขอให้เลื่อนการประชุม กคพ. เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจับจ้อง ขอให้กลับไปดำเนินการให้รอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน พร้อมเสนอให้เชิญ กกต. เข้าให้ข้อมูล เพื่อให้บอร์ด กคพ. พิจารณาตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล เดิม กคพ.จะนัดประชุมวันที่ 4 มี.ค.68 แต่ทราบว่านายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. จะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 5 มี.ค.68 จึงนัดประชุม กคพ.ในวันที่ 6 มี.ค.68

ในการประชุมบอร์ด กคพ. วันที่ 6 มี.ค.68 มีข้อเสนอและรายงานของคณะอนุฯกลั่นกรองคดีพิเศษ ว่า เสนอให้พิจารณารับคดีอั้งยี่กับคดีความมั่นคงเป็นคดีแรก และเสนอให้รับคดีฟอกเงินอีกคดีหนึ่ง แต่อัยการชี้แจงต่อที่ประชุมว่าเป็นคดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นความผิดแนบท้าย พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ ไม่จำเป็นต้องนำเข้ามาขอมติจากบอร์ด กคพ. แต่ความเห็นในที่ประชุมกลุ่มหนึ่งมองว่า เส้นทางการเงิน วงเงินในคดีไม่ถึง 300 ล้านบาท อธิบดีดีเอสไอไม่สามารถรับเป็นคดีพิเศษได้เอง ขณะที่ความเห็นอีกกลุ่มมองว่าหลักฐานจากพยานบุคคลให้การว่ามีวงเงินไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้าน ซึ่งมีมูลน่าเชื่อแล้วว่าเป็นคดีที่อธิบดีมีอำนาจ

“บอร์ด กคพ.เห็นพ้องกันว่าต้องมีเจ้าภาพ ถ้าการเลือก สว. ไม่ผิด ก็ต้องได้รับการพิสูจน์ เพื่อให้ สว.สง่างาม แต่เมื่อมีข้อโต้แย้งหรือข้อสงสัยว่าคดีใดเป็นคดีพิเศษหรือไม่ มาตรา 11 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ให้ กคพ.ชี้ขาด โดยเป็นไปตามวิธิทางปกครอง คือ โหวตด้วยเสียงข้างมากเฉพาะที่มาประชุม 18 เสียง ผลคือ เห็นชอบ 11 คน งดออกเสียง 3 คน เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงการคลัง ผู้แทนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้แทนอัยการสูงสุด โดยอัยการระบุว่า เป็นเหตุผลทางมารยาท เพราะหากเป็นคดีพิเศษสำนวนจะถูกส่งมาให้อัยการพิจารณา ส่วนอีก 4 คน โหวตไม่เห็นชอบ”

จากนั้นนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ขอให้อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงอำนาจสอบสวนตามกฎหมาย โดยอธิบดีดีเอสไอชี้แจงว่า เมื่อรับสอบสวนคดีฟอกเงิน ระหว่างทางของการสอบสวนหากพบความผิดใดเพิ่มเติมก็สามารถสอบสวนเป็นคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน นายภูมิธรรมจึงขอให้ที่ประชุม กคพ.ยืนยันมติให้โหวตเพื่อชี้ขาดว่าคดีดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นอำนาจอธิบดีที่จะไปรับสอบสวนคดีฟอกเงิน รวมถึงความผิดอื่นใดที่อาจพบระหว่างการสอบสวน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการขู่ฟ้อง ม.157 กับดีเอสไอ รวมถึงบอร์ดที่ให้ความเห็นรับสอบสวนคดีพิเศษ อาจารย์ทัชมัย บอกว่า กรณีนี้มีคนยื่นเรื่องขอให้ดีเอสไอสอบสวน หากดีเอสไอและบอร์ด กคพ. ไม่ทำอะไร ก็จะมีความผิดและต้องรับผิดหรือไม่ อาจารย์สอนหนังสือมาปีนี้เป็นปีที่ 41 ทำหน้าที่และให้ความเห็นตรงไปตรงมา ซึ่งในทางนิติศาสตร์มีความเห็นต่างกันได้

“กกต.กับดีเอสไอ สามารถแยกกันทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งไม่มีข้อกฎหมายปิดอำนาจการสอบสวน ต่างคนต่างทำในเรื่องเดียวกันได้ เพราะเป็นความผิดคนละฐาน เรื่องออกใบเหลืองใบแดงคงไม่มีใครเชี่ยวชาญเท่ากับ กกต. แต่เมื่อเป็นคดีอาญาหน่วยงานที่เชี่ยวชาญอาจเป็นตำรวจหรือดีเอสไอ รวมถึง ปปง.”