ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีดิไอคอน บอสกันต์ สีหน้าเรียบเฉย ครอบครัวกอดปลอบใจ ขณะที่ บอสพอลยิ้มแย้มทักทายแฟนคลับ ด้านโจทก์เสนอพยานบุคคลคดีฉ้อโกงเกือบ 8 พันปาก ส่วนคดีฟอกเงินนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก 18 ก.พ.ปีหน้า
วันนี้ (24 มี.ค.68) ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานคดีดิไอคอนกรุ๊ป 2 สำนวน คือ คดีฉ้อโกง หมายเลขดำ อทย.14/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวกรวม 17 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงหลอกลวงลงทุน และคดีฟอกเงิน หมายเลขดำ ฟ.6/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย, นางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ มารดานายสามารถ, นายวรัตน์พล หรือบอสพอล ประธานบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด และบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ปจำกัด เป็นจำเลยรวม 4 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน
โดยวันนี้จำเลยที่ได้รับการประกันตัวมาศาล ส่วนจำเลยที่ถูกขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้ง 2 คดี ศาลได้เบิกตัวมาร่วมฟังการพิจารณา
นางวิลาวัลย์ กล่าวก่อนเข้าห้องพิจารณาว่า ตนมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในการนำพยานหลักฐานมายืนยันต่อศาลว่า ตนและลูกชายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฟอกเงินแต่อย่างใด และอยากเป็นกระบอกเสียงพูดแทนลูกชาย เพื่อขอให้ความยุติธรรม ที่ผ่านมาตนไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำโดยตลอด ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ของลูกชายไม่ค่อยดีนัก มีเจ็บป่วยบ้าง แต่สามารถปรับตัวให้อยู่ในเรือนจำได้ ส่วนเรื่องการยื่นประกันตัวลูกชายนั้น เตรียมที่จะยื่นในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
เมื่อถึงเวลานัด เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ทยอยนำตัวจำเลยที่ถูกคุมขังจำนวนทั้งสิ้น 17 คน ขึ้นมายังห้องพิจารณาคดี โดยบรรดาผู้ให้การสนับสนุนที่มาให้กำลังใจได้ทักทายกลุ่มจำเลย จนทำให้จำเลยผู้หญิงทั้ง 6 คนต่างร่ำให้ออกมา ส่วนกลุ่มจำเลยผู้ชายส่วนใหญ่ รวมทั้งนายกันต์ ต่างมีสีหน้าเรียบเฉยค่อนข้างไปทางเคร่งเครียด ในส่วนของนายกันต์มีญาติมาให้กำลังใจและ พูดคุย ซึ่งบางจังหวะมีการลูบหลังและกอดปลอบใจถึงขนาดร่ำไห้ออกมา ส่วนนายวรัตน์พล พบว่ามีสีหน้าที่ยิ้มแย้มและได้พยายามจับมือจับไม้ทักทายบรรดาแฟนคลับ
สำหรับการตรวจพยานในคดีฉ้อโกงของดิไอคอนกรุ๊ป พนักงานอัยการโจทก์แถลงต่อศาลว่า มีพยานบุคคลจำนวน 7,991 ปาก โดยเสนอให้สืบพยานเบื้องต้นก่อน 109 ปาก ประมาณ 27 นัด ระหว่างนั้นจะให้ฝ่ายจำเลยอ่านคำให้การของพยานบุคคลทั้ง 7,000 กว่าปาก หากมีข้อสงสัยในพยานบุคคลรายใด จะนัดหมายสืบพยานเพิ่มเติม เพื่อให้การสืบพยานเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ทนายความฝ่ายจำเลยไม่เห็นด้วย เพราะอยากให้สืบพยานทั้ง 7,000 กว่าปากให้แล้วเสร็จทีเดียว แม้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่นานกว่า แต่ก็สามารถทำบัญชีพยานให้ชัดเจนและจะได้ไม่กระทบต่อสิทธิ์การยื่นประกันของจำเลยในระหว่างพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม หลังตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้น ศาลนัดสืบพยาน 50 นัด แบ่งเป็นฝ่ายโจทก์ 30 นัด สืบพยาน 7,991 ปาก โดยจัดกลุ่ม 6 กลุ่ม และฝ่ายจำเลย 20 นัด สืบพยาน 62 ปาก โดยยังไม่มีการระบุวันนัดสืบพยานที่ชัดเจน ซึ่งทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยจะต้องพูดคุยกันเพื่อหาวันนัดสืบพยานอีกครั้ง
ส่วนคดีการฟอกเงินของดิไอคอนกรุ๊ป ที่มีนายสามารถและแม่เป็นจำเลยด้วยนั้น โจทก์เสนอพยานประกอบด้วย เอกสาร 41 ฉบับ และพยานบุคคล 24 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่รับจดทะเบียนบริษัท เจ้าหน้าที่ธนาคาร บุคคลใกล้ชิดของจำเลย โดยโจทก์ขอสืบพยานจำนวนทั้งสิ้น 6 นัด ศาลพิจารณาอนุญาตให้นัดหมายสืบพยานฝ่ายโจทก์ระหว่างวันที่ 18-20 ก.พ. 2569 และ 10-12 มี.ค. 2569
ส่วนฝ่ายจำเลยเสนอพยานบุคคล 11 ปาก ได้แก่ จำเลยในคดีนี้ทั้ง 3 ราย บอสปีเตอร์ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด นักการเมืองที่เป็นอดีต สส.ของพรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่ง ทนายความ และตัวแทนของวัดที่ได้รับเงินบริจาค โดยจำเลยขอสืบพยานทั้งสิ้น 3 นัด ศาลพิจารณาอนุญาตให้นัดหมายสืบพยานฝ่ายจำเลยระหว่างวันที่ 31 มี.ค. 2569 และ 2-3 เม.ย.2569