ยังไม่จบ! รับศพผิดจัดงาน 3 คืน

View icon 366
วันที่ 27 มี.ค. 2568 | 11.22 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - ต้องบอกว่ายังไม่จบ เรื่องอลเวงพ่อ-แม่รับศพผิดจัดงานอยู่ 3 คืน หมดเงินกว่า 200,000 บาท ก่อนจะมารู้ความจริงว่าคนในโลงศพไม่ใช่ลูกชาย ซึ่งทางโรงพยาบาลแจงเหตุส่งศพผิด เพราะผู้ประสบเหตุทั้ง 2 คนรูปร่างเหมือนกัน

ยังไม่จบ! รับศพผิดจัดงาน 3 คืน
เริ่มจาก นายพงศภัค อายุ 17 ปี กับเพื่อนชื่อ นายธนกฤต อายุ 16 ปี ขี่รถจักรยานยนต์จากบ้านในอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมาช จะไปดูคอนเสิร์ตที่จังหวัดพัทลุง แต่ระหว่างทางประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถบรรทุกพ่วง และตำรวจโทรศัพท์ แจ้งทางครอบครัวว่า นายพงศภัค เสียชีวิต ส่วนธนกฤต อาการสาหัส

วันนี้ พ่อ-แม่ ตัวจริงไปรับศพลูก
ด้วยความร้อนใจพ่อ นายพงศภัค ซึ่งเป็นรองนายก อบต. อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช กับภรรยา จึงรีบไปรับศพลูกชายที่โรงพยาบาลในจังหวัดพัทลุง เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา แต่ตอนนี้อยู่ในอาการเศร้าเสียใจ ไม่ได้คิดอะไร พอเปิดผ้าคลุมศพพบว่าสภาพใบหน้ามีบาดแผลฉกรรจ์ ไม่เหลือเค้าโครงเดิม แถมยังมีผ้าพันแผลเต็มใบหน้า คอ แขน และลำตัว จึงนำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านเวลา 3 คืน และเมื่อคืนก็สวดพระอภิธรรมคืนสุดท้าย

แต่ความจริงถูกเปิดเผยว่าศพในโลงไม่ใช่ลูกชาย เพราะ นางมณฑิตา อายุ 39 ปี แม่ของนายธนกฤต โพสต์เฟซบุ๊กขอบริจาคเลือดกรุ๊ป เอ ด้วยความสงสัยเลยสอบถามกับนางมณฑิตา เพราะกรุ๊ปเลือดที่ นางมณฑิตา ขอบริจาคตรงกับกรุ๊ปเลือดของลูกชาย แต่ในใบชันสูตรศพเป็นกรุ๊ป บี

ทั้ง 2 คน จึงชวนกันไพิสูจน์ความจริงที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งดูว่าคนที่รักษาอยู่ในห้องไอซียู เป็นใคร พอได้เห็นหน้าชัด ๆ ถึงรู้ว่าคนคือนายพงศภัค ซึ่งที่แรกเข้าใจว่าเสียชีวิต

นายวัชรินทร์ บอกว่า รู้สึกโล่งอกที่ลูกชายยังไม่เสียชีวิต แต่ก็เสียใจกับครอบผู้เสียชีวิต ส่วนการจัดงานศพเพื่อนลูกชายจัดแล้ว 3 คืน ใช้เงินไปกว่า 200,000 บาท แต่ก็ไม่คิดอะไร ตอนนี้รอเพียง พ่อ-แม่ ตัวจริงของผู้เสียชีวิตมารับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อเท่านั้น

และช่วงบ่ายวันนี้ พ่อ-แม่ตัวจริงของ นายธนกฤต อายุ 16 ปี ผู้เสียชีวิต จะไปรับศพลูกชายมาประกอบพิธีทางศาสนา แต่จะเก็บไว้ที่วัดโคกมะกรูด อำเภอร่อนพิบูลย์ 3 วัน และจะมีพิธีทางศาสนาวันที่ 29 มีนาคมนี้ ส่วน นายพงศภัค อายุ 17 ปี ตอนนี้ยังอยู่ในห้องไอซียู

โรงพยาบาลแจง ส่งศพให้ญาติผิด 
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา โรงพยาบาลพัทลุง ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะรูปร่างทั้ง 2 คน เหมือนกัน จึงทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น หลังจากนี้จะต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจเอกลักษณ์ผู้ป่วย ทั้งเรื่องของรอยสัก แผลเป็น บนร่างกายที่ญาติรู้ว่าเป็นตำหนิของลูกหลาน นอกเหนือจากดูเพียงรูปร่างอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก

ทางด้านตำรวจบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีหน้าที่เพียงชันสูตรพลิกศพเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง