สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - "ขอแค่ยังไม่หมดหวัง อาจยังพอมีปาฏิหารย์" ไม่ได้เป็นแค่วลีเด็ด แต่เป็นความหวังท่ามกลางสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ระดมความช่วยเหลือแข่งกับเวลา ในการเข้าไปค้นหาผู้สูญหาย 78 ชีวิต ที่ยังค้างอยู่ในซากปรักหักพัง
ทุกครอบครัวยังรอคอยที่จะได้พบกับผู้สูญหายอีกครั้ง แม้ความหวังจะริบหรี่แค่ไหน แต่อย่างน้อย ๆ ไม่เจอตอนรอดชีวิต ได้เจอร่างไร้ลมหายใจก็ยังดี นี่เป็นความรู้สึกของญาติ หลังจากก่อนหน้านี้ตรวจสอบพบว่ามีผู้ติดอยู่ในซากตึก 96 คน พบว่าเสียชีวิต 9 คน เจ็บ 8 คน และอีกคนพบว่าอยู่ด้านนอก
แน่นอนว่าตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่ค้นหาทุกวิธีที่ทำได้ แต่บางครั้งต้องหยุดชั่วคราว เพราะมีรายงานเรื่องอาฟเตอร์ช็อค ที่อาจทำอันตรายเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้
โดยเมื่อวานเจ้าหน้าที่จะใช้อุปกรณ์อย่างโดรน ที่ถ่ายภาพจับสัญญาณความร้อน หุ่นยนต์สุนัข ที่เปรียบเสมือนโดรนภาคพื้น และสุนัขตัวเป็น ๆ เมื่อได้รับการยืนยันแล้ว ว่าจุดไหนที่ควรต้องเข้าไปค้นหา เจ้าหน้าที่จึงจะแบ่งสายกันทำงานแบบไม่ได้หยุดมือ
กระทั่งช่วงเย็น เหมือนแสงปาฏิหารย์ ท่ามกลางข่าวร้ายที่มีการพบผู้เสียชีวิตเพิ่มตลอดทั้งวัน เมื่อเจ้าหน้าที่โซน A รับแจ้งว่าพบสัญญาณชีพถึง 3 คน จึงรีบส่งท่อลมเข้าไปเพิ่มอากาศในจุดนั้นทันที แต่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ก็ยังยืนยันไม่ได้ไปมากกว่านี้
ส่วนโซน D เป็นจุดที่พบกับข่าวร้าย เมื่อเจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน ภายในตัวมีเอกสารยืนยันว่าเป็นแรงงานต่างสัญชาติ ก่อนที่ศพจะถูกส่งไปชันสูตร ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ และมีความเป็นไปได้ว่าจุดนี้จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก
นอกจากปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิต สิ่งที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการควบคู่กันไป คือการค้นหาสาเหตุว่าอะไรที่ทำให้อาคารนี้พังถล่มลงมา
ศาสตราจารย์สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ "ดร.เอ้" ที่ไปดูที่เกิดเหตุในฐานะ ประธานกรรมการของสภาวิศวกร ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะการพังทลาย ที่พบมีลักษณะคล้ายการระเบิด เชื่อว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ
ตามรายงานข่าวของ "สำนักข่าวอิศรา" อ้างอิงแหล่งข่าวภายในสำนักงาน สตง. ตั้งข้อสังเกตว่า การก่อสร้างอาคารนี้ ใช้วิธีการสร้างแบบพื้นไร้คาน อาศัยเสาค้ำพื้น ซึ่งเป็นเทคนิคการก่อสร้างอาคารแบบสมัยใหม่ ซึ่งกำลังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ ว่าจะใช่ต้นตอที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ ตึกพังถล่ม หรือไม่ ?
อีกมุมมองจาก "อาจารย์อมร" นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ที่ให้ความเห็นสอดคล้องกับ "ดร.เอ้" ว่า การถล่มของตึกบ่งชี้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ทั้งที่ขณะก่อสร้าง มีกฎกระทรวงเกี่ยวกับแผ่นดินไหวแล้ว ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว จะมีรอยร้าวไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ตึกไม่ควรถล่มแบบนี้
อีกประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต คือปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า "ปรากฎการณ์สั่นพ้อง" เพราะกรุงเทพฯ มีสภาพดินอ่อน หากจังหวะที่ตึกสั่น กับดินสั่น เข้าจังหวะเดียวกัน จะทำให้เกิดแรงสั่นที่รุนแรงกว่าเดิม ในทางวิศวกรจึงต้องมีการออกแบบรองรับปัญหานี้ไว้ ขณะเดียวกันเรื่องการก่อสร้างแบบพื้นไร้คาน ในไทยมีจำนวนมาก แต่ตึกสูงอื่นไม่พัง แสดงว่าต้องมีบางอย่างผิดพลาด
ส่วนเรื่องการรื้อถอนซากอาคาร "ดร.เอ้" ประเมินว่าต้องใช้เวลารื้อถอนนานเป็นเดือน และถ้าจะให้ดีควรให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์มาช่วยชี้แนะ จะเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น
ใครรู้สึกจิตตก หดหู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แนะนำให้ โทร.ไปปรึกษากับสายด่วนกรมสุขภาพจิต ตอนนี้มี 2 เลขหมาย "สายด่วนสุขภาพจิต" 1323 และ "ศูนย์เยียวยาจิตใจ" 1667 เขาขยายคู่สสายเป็น 60 คู่สาย ที่พร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง