วันนี้ (28 เม.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าน.ส.อรทัย อายุ 51 ปี เดินทางพานายพงศธร หรือ เณรโชกุน อายุ 16 ปี มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งบวชเป็นสามเณรในพื้นที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย เข้าขอความช่วยเหลือกับนายณธัชพงศ์ บุญเกิด หรือ “ทนายกบ” ที่สำนักงานกฎหมายทนายกบบุญเกิด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังจากถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้เปิดบัญชีม้า
โดยอ้างว่าจะมีค่าตอบแทนให้จำนวน 2,000 บาท หลังจากเปิดบัญชีตามที่ถูกชักชวน กลับได้รับค่าจ้างเพียง 100 บาทเท่านั้น ก่อนถูกออกหมายเรียกผู้ต้องหาจากเจ้าหน้าที่ สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ลงวันที่ (4 เม.ย.68) ในข้อหา เป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานฉ้อโกงฯ ไม่พอพบเงินหมุนเวียนในบัญชีเกือบ 200,000 บาท ในระยะเวลาเพียง 5 ชม. ก่อนถูกธนาคารอายัติบัญชี
เณรโชกุน เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ (3 ธ.ค.67) ที่ผ่านมา ตนร้อนเงินจึงโพสต์ขายไอดีเกมผ่านกลุ่มซื้อขายเกมในเฟซบุ๊ก จนมีมิจฉาชีพโปรไฟล์เป็นผู้หญิงชื่อ Pan Oandr ติดต่อมา เสนอให้เปิดบัญชีธนาคารแลกกับเงิน ตนตอบตกลงและสอบถามขั้นตอน มิจฉาชีพบอกว่าให้เปิดบัญชี แลกกับเงินจำนวน 2,000 บาท พร้อมส่งขั้นตอนการเปิดบัญชีมาเป็นรูปภาพ เมื่อเปิดบัญชีเสร็จ ทางมิจฉาชีพก็เชิญเข้ากลุ่มไลน์เพื่อทำขั้นตอนต่อไปโดยในกลุ่มมีประมาณ 4-5 คน
จากนั้นมิจฉาชีพได้บอกขั้นตอนต่อไปกับเณรโดยต้องสแกนหน้า ผ่าน Video Call โดยเอาหน้าตนไปทาบกับโทรศัพท์อีกเครื่อง และเปลี่ยนเบอร์ OTP เป็นเบอร์ของมิจฉาชีพ หลังจากเปลี่ยนเบอร์ OTP แล้ว ตนไม่สามารถเข้าบัญชีได้อีก หลังเสร็จขั้นตอนทั้งหมด มิจฉาชีพไม่โอนเงิน 2,000 บาทตามที่ตกลงไว้ แต่ให้มาเพียง 100 บาท อ้างว่ามีปัญหากับทีมงาน และจะโอนส่วนที่เหลือให้ภายหลัง
จนตนรอนานแต่ไม่มีความคืบหน้า จนมีสายโทรศัพท์จากผู้เสียหายที่ไม่รู้จักโทรเข้า ถามว่าตนคือนายพงศธรใช่หรือไม่ ตนตอบว่าใช่ แล้วถูกผู้เสียหายตวาดใส่ กล่าวหาว่าโกงค่าซื้อมือถือไป 34,000 บาท ตนตกใจมาก พยายามอธิบายว่าตนเองน่าจะถูกหลอกให้เปิดบัญชี และพยายามพูดคุยกับผู้เสียหายในไลน์ แต่ผู้เสียหายเรียกร้องให้คืนเงิน 34,000 บาท ตนยืนยันว่าตนเป็นเพียงเณร ไม่มีเงินใช้คืนจริง ๆ และทำการพูดคุยกับผู้เสียหายรายดังกล่าวจนทราบชื่อว่าชื่อพี่กานต์ ได้ทำการโทรไปอายัติบัญชีตนในวันนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. ทันที ซึ่งตนได้ให้ข้อมูลมูลกับพี่กานต์ทั้งหมด และก็ต้องขอขอบคุณมากที่ทำการเร่งอาญัติบัญชี
ต่อมากระทั่งวันที่ (19 เม.ย.68) ที่ผ่านมา ตนได้รับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตร. สภ.สำโรงเหนือ ในข้อกล่าวหาว่าโกงเงิน ทั้งที่ตนไม่ใช่ผู้กระทำผิด และผู้เสียหายตามหมายไม่ใช่คุณกาต์ จาก จ.ขอนแก่น ที่โทรหาตน แต่เป็นผู้เสียหายชาวสมุทรปราการ ซึ่งตนไม่ทราบว่ามีผู้เสียหายกี่ราย รู้สึกกลัวมาก ตั้งแต่เห็นหมายเรียก กินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องไปช่วยกวาดวัดเพื่อระบายความเครียด จากการค้นหาข้อมูลกฎหมายพบว่า มีโทษหนักถึงขั้นจำคุก ทำให้เครียดยิ่งกว่าเดิม
จากนั้นตนติดต่อผู้ใหญ่ให้พาไปแจ้งความที่ สภ.แม่ลาว แต่เจ้าหน้าที่ตร. ไม่รับแจ้งความ และไม่รับฟัง อ้างว่าตนเป็นคนขายบัญชีให้เขาเอง ตอนนั้นตนเสียใจมากจนร้องไห้ รู้สึกหมดหนทาง
วันนี้อยากให้ทนายกบช่วยติดตามจับกุมมิจฉาชีพ เพราะตนตกใจมากที่เห็นยอดเงินในบัญชี พุ่งสูงเกือบ 200,000 บาท ภายใน 5 ชม. ในวันเดียว ตอนนี้ตนรู้สึกกังวลมาก กลัวจะติดคุก ทั้งที่เป็นเหยื่อ และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ส่วนเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ โดยมิจฉาชีพปฏิเสธว่าไม่ใช่ตัวตนของเขา และอ้างว่าถูกแฮกบัญชี โดยการโพสต์ลงกลุ่มบนเฟซบุ๊ก
สุดท้ายตนอยากขอโทษผู้เสียหายทุกคนที่ถูกนำบัญชีของตนไปใช้หลอกลวง หากมีผู้เสียหายเพิ่มเติมสามารถติดต่อมาที่ตนได้ ตนยืนยันว่าไม่เคยคิดหนี เพราะตนเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายเช่นกัน
ทางด้านทนายกบ กล่าวว่า ตนได้พยายามติดต่อพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับหมายเรียกคดี แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สามารถขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนได้ เนื่องจากเณรไม่มีผู้ปกครอง จากการตรวจสอบ พบว่าเณรไม่ได้มีเจตนาโกงผู้เสียหาย และจากข้อมูลบัตรประชาชนยังระบุสถานะเป็น “เด็กชาย” แต่เมื่อเปิดบัญชีธนาคาร ระบบกลับขึ้นว่าเป็น “นาย” ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของธนาคารเอง
สำหรับขั้นตอนการเปิดบัญชี มิจฉาชีพใช้โทรศัพท์สองเครื่องเปิดวิดีโอคอลพร้อมกัน เพื่อหลอกระบบสแกนใบหน้าในแอปธนาคาร ขณะนั้นเณรมีอายุเพียง 15 ปี การทำธุรกรรมดังกล่าวจึงถือเป็น โมฆียะกรรม และจะต้องดำเนินการเพิกถอนบัญชีต่อไป
ทนายกบ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้บัญชีที่มิจฉาชีพใช้หลอกเณรยังคงมีการเคลื่อนไหว โดยมีข้ออ้างว่าถูกแฮกบัญชี แต่จากการตรวจสอบพบว่าบัญชีที่โอนเงินให้เณรเป็นอีกบัญชีหนึ่ง ไม่ใช่บัญชีที่กล่าวอ้างว่าถูกแฮก ในส่วนข้อกฎหมาย กรณี “บัญชีม้า” มี 2 ลักษณะ คือ หากเจ้าของบัญชีรู้เห็น หรือสนับสนุนให้นำบัญชีไปใช้ในทางทุจริต จะมีความผิดตามกฎหมาย แต่หากไม่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดก็ไม่ต้องรับผิดเรื่องฉ้อโกง ส่วนกรณีของเณร เนื่องจากยังเป็นเยาวชน จะได้รับการพิจารณาตามกระบวนการของศาลเยาวชน
โดยวันนี้ตนได้พาเณรไปแจ้งความดำเนินคดีกับมิจฉาชีพกับพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง ที่หลอกลวงไปเปิดบัญชีเพื่อใช้กระทำความผิด ตอนนี้อยากให้เณรไม่ต้องกังวล เพราะความเสียหายขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 95 รายการ ยอดรวมราว 192,000 กว่าบาท และยืนยันว่าจะดำเนินการหาทางช่วยเหลืออย่างเต็มที่