“พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” ผู้รับบทหนังหน้าไฟ แก้ต่างปม ตึก สตง.ถล่ม

“พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” ผู้รับบทหนังหน้าไฟ แก้ต่างปม ตึก สตง.ถล่ม

View icon 434
วันที่ 28 เม.ย. 2568 | 10.25 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ครบ 1 เดือน ตึก สตง. ถล่ม ยังไม่ได้ข้อสรุปสาเหตุโศกนาฎกรรม ที่แท้จริงจากเหตุแผ่นดินไหว

ในห้วงที่สังคมกำลังตั้งคำถามและชวนหาคำตอบเกี่ยวกับสาเหตุตึก สตง.แห่งใหม่ถล่ม เมื่อ 28 มีนาคม 2568 ปฏิเสธไม่ได้ว่า จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีท่าทีของผู้บริหาร สตง.ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ ให้คลายทุกข้อสงสัยที่ยังคาใจ

เห็นจะมีเพียงแต่ “นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” อดีตผู้ว่าฯ สตง. ผู้ได้รับฉายาว่า เปาบุ้นจิ้นแห่งการตรวจเงินแผ่นดิน รับหน้าที่เป็นหนังหน้าใจ ชี้แจงกับสังคม แม้จะถูกครหาว่า “พี่ใหญ่” แก้ต่างให้ “น้องเล็ก” อย่าง “นายมณเทียร เจริญผล” ผู้ว่าฯ สตง.คนปัจจุบัน ก็ตามที
.
วันนี้ (28เม.ย.68) ครบ 1 เดือน ที่ยังไร้คำตอบและดูเหมือนว่าต้องใช้เวลาในการสืบหาข้อเท็จจริงอีกระยะหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นใช่ว่า จะไม่มีความคืบหน้าเสียเลย


“นายพิศิษฐ์” ออกตัวกับทีมข่าวช่อง 7HD ในโอกาสให้สัมภาษณ์พิเศษว่า ในฐานะเป็นอดีตผู้ว่าฯ สตง. หนีไม่พ้นที่จะถูกสังคมตั้งคำถาม ดังนั้นจึงต้องพูด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เบื้องต้นอยากให้มองปัญหาเป็นเรื่อง ๆ โดยเฉพาะประเด็นตึก สตง.ถล่ม ซึ่งข้อเท็จจริงถล่มในช่วงรับเหมาก่อสร้างที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ออกแบบ ผู้ก่อสร้าง และผู้ควบคุมก่อสร้าง

โดยยืนยันว่า สตง.ในฐานะผู้ว่าจ้างพึงระมัดระวังตรวจรับการก่อสร้าง เพราะอยากให้เกิดความรอบคอบ แต่เนื่องจากมีบางอย่างแฝงเร้น ซึ่งมองไม่เห็น จึงกลายเป็นสาเหตุของปัญหา แต่ สตง.ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย เพียงรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมีความบกพร่องในการทำงานเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีผู้รับผิดชอบ และค้นหาความจริง โดยเฉพาะความไม่สุจริต หากสงสัยว่ามีบางอย่างซ่อนเร้น สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้

“ดีเอสไอรับคดีเกี่ยวกับนอมินี ซึ่งการเป็นนอมินี ถือว่าผิดกฎหมาย ในขณะที่การทำสัญญากับผู้รับเหมา ขณะนั้นอาจมองไม่เห็น แต่ขณะเกิดเรื่องขึ้นมา กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมว่า ต่อไปนี้ในการรับผู้รับเหมา ต้องตรวจสอบในเรื่องนอมินีด้วย ไม่ใช่ตรวจสอบแค่ว่า แข่งขันแล้วฮั้วประมูลงานกันหรือไม่”

อดีตผู้ว่าฯ สตง. ยังระบุถึงการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่า เป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในการตรวจสอบ เพราะ สตง.คงไม่สามารถตรวจสอบรับรองความบริสุทธิ์ของตนเองได้ ดังนั้น หน้าที่เดียวของ สตง.ในขณะนี้ คือ การให้ความร่วมมือในการตรวจสอบความจริง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ชี้แจงเหมือนแก้ตัว เป็นดาบสองคม

ถามว่า เพราะเหตุใด ผู้บริหาร สตง.จึงไม่จัดแถลงข่าวทางการ
ประเด็นนี้ “นายพิศิษฐ์” มองว่า ข้อมูลที่จะอธิบายนั้น บางครั้งกลายเป็นดาบสองคม หมายถึง การชี้แจงเหมือนแก้ตัว ดังนั้นจึงควรรอจังหวะที่เหมาะสม และส่วนตัวยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับ “นายประจักษ์ บุญยัง” อดีตผู้ว่าฯ สตง. ผู้ลงนามจ้างก่อสร้างตึก

ทั้งนี้ เชื่อว่า “นายประจักษ์” คงไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบว่าอยู่ในกระบวนการได้มาของผู้รับจ้าง ทั้งผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ควบคุมงานก่อสร้าง

อดีตผู้ว่าฯ สตง. ยังแสดงความเห็นกรณีมีบุคคลปูดว่า การสร้างตึก สตง.แห่งใหม่ มีจ่ายสินบนสูง 100 ล้านบาทว่าอาจมีมูล มิเช่นนั้น คงไม่มีใครนำมาเปิดเผย จึงกล้าพูดว่า เรื่องนี้ต้องเปิดทางให้ตรวจสอบ และส่วนตัวเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบ หน่วยงานที่ทำได้ดี มีทั้ง ป.ป.ช. โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีผู้ร้อง เพราะถือว่าเป็นกรณีที่ถูกพูดถึงในสังคม ซึ่งเป็นการกล่าวหารูปแบบหนึ่ง

ยอมรับตึก สตง.แห่งใหม่ หรูหราหมาเห่า

นอกจากการจัดซื้อจัดจ้าง และการก่อสร้าง ที่อาจเป็นต้นเหตุของตึกถล่มแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ความหรูหราของตึก สตง.แห่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม 1,000 ที่นั่ง ห้องประชุมเทียเตอร์ ห้องถ่ายภาพผู้บริหาร สกาย เลาจน์ และอีกมากมายที่ถูกตั้งคำถาม แต่ยังไร้คำตอบ

“นายพิศิษฐ์” ชี้แจงว่า เห็นแบบแปลนก็ตกใจ ถึงกับใช้ประโยคเปรียบเทียบว่า “ความหรูหราหมาเห่า” ซึ่งส่วนตัวมองเป็นบทเรียน

“ในยุคสมัยก่อน เวลาสร้างอาคารหนึ่งแห่ง จะสร้างอาคารอย่างเดียว ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องตกแต่ง หลังจากตรวจรับอาคารเสร็จ  เพราะพ้นจากความรับผิดชอบของผู้รับเหมาแล้ว ค่อยมาคิดถึงเรื่องตกแต่ง แต่ในยุคหลัง เวลาตั้งงบประมาณ ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร จะมีการออกแบบเบ็ดเสร็จ แม้กระทั่งการตกแต่ง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเครื่องประกอบในการตกแต่งอาคารสถานที่ด้วย”

อดีตผู้ว่าฯ สตง.ขยายความต่อว่า ปัญหาคือการออกแบบเหล่านี้จะเกินคำว่า “มาตรฐาน” กล่าวคือ สมมติมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง มีพื้นที่นั่งเท่านี้และมีโต๊ะเท่านี้ ซึ่งเก้าอี้กับโต๊ะจะมีชั้นยศ ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะและตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ จึงทำให้อาจเกินมาตรฐานและราคาสูง จนสังคมมองว่าแพงและไม่เหมาะสม

ห้องประชุมเทียเตอร์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นโรงภาพยนตร์ “นายพิศิษฐ์” แก้ต่างว่า ไม่ใช่ แต่เป็นห้องประชุมครบวงจร สำหรับฟังบรรยาย มีแสงสีพร้อม ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะบางครั้งต้องอาศัยบรรยากาศในการสื่อสาร ส่วนห้องประชุมใหญ่ เดิมทีจะเป็นสถาบันฝึกอบรมด้วย

มีห้องหนึ่งที่อดีตผู้ว่าฯ สตง.เห็นว่า ไม่จำเป็น พ้องกับเสียงของสังคม นั่นคือ สตูดิโอถ่ายภาพผู้บริหาร ขอเพียงใช้ผนังตึกเป็นฉากในการถ่ายภาพก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรูหรา ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นแบบแผนที่ควรนำไปสู่การทบทวน พึงระมัดระวัง

สตง.ไม่กลัวถูกย้อนเกล็ด ยันตรวจสอบตามหน้าที่

“นายพิศิษฐ์” ยังแสดงความเห็น กรณีถูกมองว่า อนาคต สตง.ในฐานะองค์กรตรวจสอบเงินแผ่นดิน อาจถูกย้อนเกล็ด ซึ่งนั่นเป็นเพียงความรู้สึก ไม่ใช่หลักการ เพราะข้อเท็จจริง สตง.ตรวจสอบเงินแผ่นดินตามกฎหมาย ไม่ใช่กฎกติกาที่วางไว้เองและจ้องจับผิด แต่เป็นกฎระเบียบที่มีอยู่แล้วในบริบทของราชการ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย

“เฝ้าระวังและตรวจสอบ ซึ่งบทบาทหน้าที่เหล่านี้ควรเป็นของ สตง. ในฐานะเป็นหน่วยงานตรวจสอบที่ตั้งมา 100 กว่าปี ฉะนั้นการตรวจสอบติติงเป็นเรื่องปกติ”

สตง.ต้องติติงเพื่อให้ประเด็นนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นตัวอย่าง  เพราะฉะนั้นการที่ตึก สตง.ถล่มกับการทำหน้าที่ของ สตง. จึงเป็นคนละเรื่องกัน คนที่มีจิตวิญญาณตรวจสอบ ต้องรักษาส่วนนี้ไว้ เพราะการที่ตึก สตง.ถล่ม และเราจะโทษว่ามีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ดี  อาจเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มหนึ่งที่มีหน้าที่ในขณะนั้น  แต่ไม่ใช่คนตรวจเงินแผ่นดินทั้งหมด

ท้ายที่สุด “นายพิศิษฐ์” มองว่า การยืนยันในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่น่าเป็นเรื่องที่เขอะเขินหรืออับอายอะไร  เพราะการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา คิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการรักษาเงินแผ่นดิน

คนละส่วนกับตึก สตง.พังถล่ม .