ฝนตกปุ๊บ น้ำท่วมปั๊บ กรุงเทพฯ จมน้ำ ยังมีทางออก

ฝนตกปุ๊บ น้ำท่วมปั๊บ กรุงเทพฯ จมน้ำ ยังมีทางออก

View icon 578
วันที่ 26 พ.ค. 2568 | 09.56 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ยังไม่ถึงฤดูน้ำเหนือ และฤดูน้ำทะเลหนุน ฝนตกน้ำท่วม ดร.เอ้ สุชัชวีร์ แนะ 3 ทางแก้แต่ต้องเริ่มเดี๋ยวนี้  อย่าเชื่อว่า กทม.จมน้ำ แก้ไม่ได้

ฝนตกน้ำท่วม วันนี้ (26 พ.ค.68) ดร.เอ้ สุชัชวีรี สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพ ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณี ฝนตก-น้ำท่วม กรุงเทพฯจมน้ำ โดยระบุว่า “ภัยแผ่นดินไหว” คนไทย เจ็บ-ตาย-สูญเสีย ที่ว่ามากแล้ว "ภัยน้ำท่วม" คนไทยเจ็บยิ่งกว่า เพราะคือ "ภัยซ้ำซาก" ตกปุ๊บ ท่วมปั๊บ สูญเสียโอกาส สิ้นเปลืองพลังงานชีวิต ประมาณมูลค่าไม่ได้ ไม่มีทีท่า ไม่มีหวัง ว่าจะ "ดีขึ้น"  ยิ่งหากไม่คิดระยะยาว ทำอะไร ทำแต่ระยะสั้น ถึงวันกรุงเทพฯ จมน้ำ คงย้อนกลับมาขอโทษลูกหลาน คงไม่ได้

“ผมเตือนจากใจจริง ด้วย "ความห่วงใย" เพราะชีวิตคนกรุงเทพ "แย่ลง" ที่เขาว่าปีนี้ฝนตกน้อยแล้ว ชาวบ้านยังเดือดร้อนขนาดนี้ แล้วหากฝนตกใหญ่ ไม่กล้าคิด ชาวบ้านจะสาหัสแค่ไหน”

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ บอกด้วยว่า ปัญหาน้ำท่วม กทม. เพราะเป็นปัญหาเส้นเลือดใหญ่ ต้องแก้ที่โครงสร้างระบบใหญ่ ที่ใช้งานไม่ได้ อย่าไปหวังเส้นเลือดฝอย จะทำงานได้ดี หากเส้นเลือดใหญ่อุดตัน จากนักวิชาการระดับโลก ถึงนักวิชาการชั้นนำของไทย หรือแม้แต่ "หลวงปู่ศิลา" ยังพูดตรงกัน "กรุงเทพฯ จมน้ำแน่นอน" ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่จริงชาวบ้านก็รู้สึก เพราะมันท่วมได้ทุกวัน แม้ยังไม่ถึง "ฤดูน้ำเหนือ" และ "ฤดูน้ำทะเลหนุน" ด้วยซ้ำ

ย้ำอีกครั้ง ปัญหาน้ำท่วมแก้ไขได้ ถ้าเราเริ่มลงมือทำ เมืองอื่นเคยโดนน้ำท่วมหนักกว่ากรุงเทพ เขาก็แก้ไขได้มาแล้วทั้งนั้น ทั้งเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ เมืองเวนิส อิตาลี กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โปรดอย่าไปเชื่อ ฝนตกแล้ว น้ำต้องท่วม เพราะไม่เช่นนั้น โตเกียวเจอพายุไต้ฝุ่นรุนแรงกว่ากรุงเทพฯ เป็นสิบเท่า เขาคงจมทะเลไปนานแล้ว แต่ไม่ เขาอยู่ได้สบาย น้ำไม่ท่วม ทำไมเขาทำได้ เราเรียนรู้จากเขาได้

สำหรับปัญหา "น้ำท่วมกทม." ดร.เอ้ สุชัชวีร์ เสนอให้ต้องวางแผน ปรับโครงสร้างระบบ ดังนี้

1. ระบบเครื่องสูบน้ำ ต้องทำงานประสานกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างสูบ ต่างคนต่างหน่วยงานแย่งซื้อปั๊ม สูบสะเปะสะปะ ย้อนไป ย้อนมา ตัวอย่างชัด ๆ สถานีสูบน้ำยักษ์ที่พระโขนง มี 45 เครื่อง ได้ทำงานไม่กี่เครื่อง ไม่มีน้ำให้สูบ ทั้งที่พื้นที่น้ำท่วมขัง คลองตันถึงบางนา อยู่ใกล้สถานีสูบนิดเดียว แต่น้ำไปไม่ถึงเป็นเพราะระบบการสูบมีปัญหา

2. แก้มลิงใต้ดิน พิสูจน์กันมาทั่วโลกว่า "เมืองใหญ่" มีคนหนาแน่น พื้นที่รับน้ำบนดิน กลายเป็นถนน เป็นอาคารบ้านเรือน ไม่มีพื้นที่บนดินเหลือเลย ดังนั้นต้อง "พักน้ำฝน" ย้ำ "พักน้ำฝน" เก็บไว้ใต้ดิน "ไว้พลางก่อน" ขณะฝนตก ไม่เช่นนั้น สูบน้ำรอระบาย ไม่ทัน เวลาฝนหยุดค่อยทยอยสูบออกไปปล่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโตเกียว ฮ่องกง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ เขาก็ทำกันหมดแล้ว ได้ผลจริง

3. ประตูกั้นน้ำทะเลหนุน ปากแม่น้ำเจ้าพระยา" หากไม่วางแผนทำ เราเตรียมจมได้เลย ไม่ล้อเล่น น้ำทะเลสูงขึ้น น้ำเหนือก็ลงมามากขึ้น สองน้ำมาเจอกันที่กรุงเทพฯ เมื่อไหร่ก็จม หากเราไม่คุมระดับน้ำทะเลหนุนที่เป็นจุดตายของกรุงเทพ เราจะไม่เหลืออะไรเลย

“ผมพร่ำบอก ไม่ใช่เพราะเป็นพ่อหมอ แต่นักวิชาการทุกสำนักทั่วโลก "พูดตรงกัน" ทางรอดของกรุงเทพ คือ การต้องสร้างประตูกั้นน้ำทะเลหนุน เหมือนที่จาการ์ตากำลังทำโครงการ Garuda Seawall กำแพงป้องกันเมืองจากน้ำทะเลหนุนสูง อย่าคิดว่า คนอินโดฯ ทิ้งเมืองหลวง เขาย้ายไป นูซันตารา เพื่อลดความแออัด แต่เขาทุ่มงบ ป้องกันจาการ์ตาเต็มที่ ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้”

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ระบุทิ้งท้ายว่า เห็นใจคน กทม. ที่กำลังท้อแท้  ไม่มีทางเลือก และขอเป็นกำลังใจให้ผู้รับผิดชอบ ขอให้ทุกท่านกลับมาจัดลำดับความสำคัญของงาน เพราะการแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม. ทำเรื่องเล็กไม่ได้ ต้องไปแก้ที่ปัญหาใหญ่เท่านั้น จึงจะสำเร็จ และต้องเริ่มเดี๋ยวนี้ ก่อนสายไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง