พระครู โต้ข่าวสีกาอมบวบ ลั่นไม่ใช่อาตมา หากเป็นตนเองจริงก็ขอให้มีอันเป็นไป

พระครู โต้ข่าวสีกาอมบวบ ลั่นไม่ใช่อาตมา หากเป็นตนเองจริงก็ขอให้มีอันเป็นไป

View icon 2.3K
วันที่ 26 พ.ค. 2568 | 13.44 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
พระครู โต้ข่าวฉาวผ้าเหลืองสีกาอมบวบ กล่าว ไม่ใช่อาตมา หากเป็นตนเองจริงก็ขอให้มีอันเป็นไป ด้าน ผอ. สำนักพระพุทธฯ ยืนยัน เป็นพระต่างประเทศ เคยตรวจสอบมาแล้ว

จากกรณีข่าวฉาวผ้าเหลือง คลิปลับถูกนำกลับออกมาแชร์ซ้ำ อมบวบผ่านไป 11 ปี ถึงตอนนี้พระครูวัย 70 ปี ยังเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล ชาวบ้านต้องไปทำบุญหมู่บ้านอื่นที่ไกลออกไป 

ล่าสุด (26 พ.ค. 68) ผู้สื่อข่าวได้ขอเข้าพบและสอบถามกับพระครูที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลในคลิป ซึ่งได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า คลิปดังกล่าวเคยเห็นเผยแพร่เมื่อหลายปีก่อน และมีการโยงมาถึงอาตมา

โดยล่าสุดเมื่อปี 2566 ก็ได้มีการพิสูจน์กันไปแล้ว ได้ไปพูดคุยกันต่อหน้าเจ้าคณะอำเภอ แต่ก็ไม่ใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นอาตมา และเมื่อสอบถามก็พบว่าเคยเป็นข่าวในจังหวัดอื่นมาแล้ว

ซึ่งล่าสุดปี 2566 ระบุว่าเป็นพระที่จังหวัดเลย จึงได้ยุติเรื่องเพราะไม่สามารถตามหาต้นตอของคลิปได้ ซึ่งอาตมาขอยืนยันว่าไม่ใช่ตนเอง ก็อยากให้ตรวจสอบคลิปให้ขัดเจนเช่นกัน เพราะหากเป็นตนเองจริงก็ขอให้มีอันเป็นไป ส่วนที่มีการโยงมาหาอาตมาก็ไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน

ขณะที่นายคนึงนิจ พรหมนุชานนท์ ผอ.สนง.พระพุทธศาสนา จ.ลำปาง ได้เปิดเผยข้อมูลกับผู้สื่อข่าวพร้อมเปิดคลิป ดังกล่าวที่เคยมีการเผยแพร่มาแล้วตั้งแต่ปี 2557 และ มาเผยแพร่อีกครั้งในปี 2566 ในต่างจังหวัด ซึ่งเรื่องดังกล่าวเคยมีผู้มาร้องเรียนเมื่อปี 2566 โดยคิดว่าเป็นพระผู้ใหญ่ในจังหวัดลำปาง

แต่หลังจากมีการตรวจสอบคลิปดังกล่าวแล้วก็พบว่าไม่ใช่ แต่น่าจะเป็นพระในต่างประเทศ เพราะจากการฟังภาษาแวดล้อมไม่ใช่ภาษาไทย การร้องเรียนในครั้งนั้นจึงยุติลงโดยประผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร

แต่ปรากฏว่าคลิปดังกล่าวได้ถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งในวันนี้ทำให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียของวงการสงฆ์ในจังหวัดลำปาง เป็นอย่างมาก

ดังนั้นขณะนี้จะได้ปรึกษากับทางคณะสงฆ์จังหวัดลำปาง เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่นำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่เพราะถือว่าเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่รบบคอมพิวเตอร์และสร้างความเสียหายให้กับทางพระพุทธศาสนาต่อไป

พร้อมเตือนสำหรับผู้ที่นำคลิปดังกล่าวเผยแพร่และระบุว่าเป็นกระทรวงในจังหวัดลำปาง ขอให้ยุติการเผยแพร่ดังกล่าวเพราะจะเพิ่มความเสื่อมเสียให้พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ของจังหวัดลำปาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง