ผู้นำฝ่ายค้านฯ ฉะนายกฯ ทำงบฯ 69 ไร้ทิศทาง คนทั้งประเทศรับกรรม

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ฉะนายกฯ ทำงบฯ 69 ไร้ทิศทาง คนทั้งประเทศรับกรรม

View icon 99
วันที่ 28 พ.ค. 2568 | 19.14 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตั้งงบฯขาดดุลสูงเกือบติดเพดาน ผู้นำฝ่ายค้านฯ ฉะนายกฯ ไม่ปรับ ทำงบฯ 69 ไร้ทิศทาง นำประเทศเดินสะเปะสะปะ คนทั้งประเทศรับกรรม-เสี่ยงสูญ GDP 45% ชี้ประเทศเผชิญวิกฤตการเมืองไม่ใช่วิกฤตคลัง หวั่นเป็นรัฐล้มเหลว ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดวิธีการใช้เงิน

วันนี้ (28 พ.ค.68) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นำการอภิปรายของฝ่ายค้าน ต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี ได้เสนอต่อประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาในวาระแรกว่า ภาพรวมงบประมาณปี 2569 ที่รัฐบาล ตั้งงบขาดดุลสูงเกือบติดเพดานนั้น ทำให้ต้องมีการกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุล และเมื่อปี 2568 รัฐบาลเคยทำสถิติกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุล สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลนั้น ไม่ใช่การกู้ แต่รัฐบาลกำลังใช้เงินเกินตัวโดยไม่มียุทธศาสตร์ใด ๆ มารองรับ เพื่อสร้างศักยภาพประเทศ มีเพียงการกู้ซ้ำ ๆ เพื่อโครงการเดิม ๆ ดังนั้น ในสถานการณ์ทางการคลังที่รัฐบาลกู้ได้ไม่มาก มีพื้นที่งบประมาณสำหรับโครงการใหม่ ๆ น้อย ประชาชนจึงต้องการรัฐบาลที่รู้จักใช้อำนาจ ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอำนาจ เพื่ออยู่ในอำนาจต่อ

ผู้นำฝ่ายค้านฯ มองร่างงบประมาณ 2569 ของรัฐบาลฉบับนี้ว่า ได้สะท้อนความไร้ทิศ ไร้ทาง ไร้ภาพ ไม่หาทางออกให้ประเทศ แต่กลับนำประเทศเดินไปสะเปะสะปะอยู่ในระบบราชการประจำ เช่น การเปลี่ยนงบดิจิทัลวอลเล็ต 157,000 ล้านบาท ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะสั้น และเป็นการโยนเงินให้ท้องถิ่น ที่จะต้องนำเสนอโครงการกลับมาภายใน 3 วัน ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลไร้แผนแม่บท ไร้วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ซึ่งไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการกระจายภาระให้ท้องถิ่น หรือกระจายผลประโยชน์ให้เครือข่ายใกล้ชิดรัฐบาล

ผู้นำฝ่ายค้านฯ เห็นว่า ในสถานการณ์วิกฤตโลกที่รุนแรง แต่รัฐบาลยังคงจัดงบแบบเดิม ๆ ที่ล้มเหลว และประเทศไทยยังเสี่ยงที่จะสูญเสีย GDP ที่สูงถึง 45% โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และการเกษตร ที่จะได้รับผลกระทบสูง รวมถึงผลจากสงครามการค้า และภาษีทรัมป์ ยังจะกระทบไทย ซ้ำเดิมปัญหาการนำเข้าสินค้าราคาถูก และสวมสิทธิจากต่างประเทศ รวมถึงหลังปี 2565 ตัวเลขการบริโภค สวนทางกับการผลิต สะท้อนว่าเงินที่รัฐบาลแจกนั้น ไหลออกไปทางอื่น ไม่ถึงผู้ผลิตไทย และยังถูกซ้ำเติมจากสินค้าเถื่อน รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยแน่นอน

ส่วนการส่งออกของประเทศไทยนั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ เห็นว่า กำลังจะทรุดจากสงครามการค้า และภาษีสหรัฐฯ ซึ่ง SMEs หลายแห่งกำลังจะตาย เพราะความล่าช้าของรัฐบาลในการรับมือ และยังไม่รวมถึงความไม่แน่นอนของวิกฤตรอบโลก ที่กำลังปะทะกับโครงสร้างประเทศไทยที่อ่อนแอ และสัดส่วนรายได้รัฐ มีแนวโน้มลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลถูกตั้งคำถาม และหากรัฐบาลยังไม่ลงทุน หรือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็จะทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการคลังอย่างรุนแรงในอนาคต

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังเห็นว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ยังเป็นไปแบบสูตรเดิม ๆ ไม่มีการปฏิรูประบบงบประมาณ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการจัดทำงบประมาณที่รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างสมดุล รองรับวิกฤตการคลังในอนาคตได้ โดยไม่ต้องรัดเข็มขัด หรือทำลายศักยภาพประเทศ เพื่อให้ได้เห็นการลงทุนเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ ๆ เป็นต้น

“ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงิน แต่ถ้าจะฝ่าวิกฤตไปได้ รัฐบาลต้องบริหารเงินแผ่นดินราว ๆ 7ล้านล้าน ถึง 8 ล้านล้านบาท ให้เป็น แต่ปัญหาที่ผ่านมา ไม่มีการเชื่อมโยงเม็ดเงินต่าง ๆ เหล่านี้ รัฐวิสาหกิจต่างใช้และต่างลงทุนลำพัง ท้องถิ่นใช้งบตามหน้าที่ ไม่มีการเชื่อมโยงระดับประเทศ บริษัทพัฒนาเมืองที่มีความพร้อม ก็ทำหน้าที่ไม่ได้ เพราะระเบียบภาครัฐ ดังนั้น หากรัฐบาลที่บริหารเป็น จะรู้จักใช้กลไกเหล่านี้ เพื่อเปิดกว้างให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งพัฒนาประเทศ และจูงใจให้ทุกคนร่วมลงทุน สร้างแรงบรรดาลใจให้เห็นการพัฒนาประเทศ”

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดวิธีการใช้เงิน และการลงทุนแบบมีเป้าหมาย ซึ่ง 1 บาทของรัฐ สามารถกลายเป็น 10 บาท ได้ในระบบเศรษฐกิจ หากมีการจัดซื้อจัดจ้างแบบมียุทธศาสตร์ เช่น งบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล ที่ที่ผ่านมาเน้นการจัดอีเวนท์ หรือการประชาสัมพันธ์ที่ซ้ำซ้อน ไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการตั้งงบแบบเดิม เป็นแบบใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทวีคูณ เช่น เปลี่ยนการแจกเป็นการลงทุนแบบมีเป้าหมาย

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังตั้งคำถามว่า ประเทศไทย มีผู้นำรัฐบาลจริงหรือไม่ เพราะโลกเปลี่ยนไป แต่งบประมาณไม่เปลี่ยนแปลง และขาดวิธีการใช้เงินอย่างคุ้มค่า ซึ่งแม้นายกรัฐมนตรี จะไม่ได้จัดทำงบประมาณเอง แต่คุมสำนักงบประมาณ ก็ไม่เคยปรับทิศทาง  ถ้าประเทศไทย มีผู้นำรัฐบาลจริง จำเป็นต้องกล้ากำหนดทิศทาง แต่ร่างงบประมาณ 2569 นี้ กลับตรงข้ามทั้งหมด เพราะนายกรัฐมนตรี ไม่เคยปรับ หรือตรวจสอบเป้าหมายของตนเองที่เคยให้ไว้

“ร่างงบประมาณ 2569 ฉบับนี้ ไม่ใช่การจัดทำงบประมาณที่ผิดพลาด แต่เป็นกระจกสะท้อนนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีเป้าหมายให้ประเทศ ละเลยการเป็นผู้นำรัฐบาล แม้ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ยืนยันจะปฏิรูประบบราชการ แต่การจัดทำงบประมาณ กลับไม่สอดคล้องเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงทำให้เห็นงบประมาณที่ล้มเหลวเหมือนเดิม และยังคงมีงบประมาณสูตรเดิม เสมือนประเทศไม่มีนายกรัฐมนตรี และมัวสาละวนแก้ปัญหาการเมือง มากกว่าปัญหาประเทศ ซึ่งหากผู้นำไม่กล้าปรับ ผู้ที่รับกรรมคือประชาชนคนไทย ขณะนี้ ประเทศไม่ได้เผชิญวิกฤตการคลัง แต่เป็นวิกฤตการเมือง มีลักษณะขูดรีดและล้มเหลวเพราะชนชั้นนำ ที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ตัวเอง ไม่รักษาผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ จนเกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว และหากรัฐบาลยังจัดทำงบประมาณแบบเดิม และนายกรัฐมนตรีไม่ปรับการทำงาน ประเทศไทยจะลุกขึ้นมาไม่ได้อีก  แม้ขณะนี้ ประเทศยังไม่ล้มเหลว โครงสร้างรัฐยังไม่พัง แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนได้พังไปแล้ว” ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุ

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังระบุว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านในครั้งนี้ จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รักฐบาลให้ล้มเหลวมากขึ้น แต่จะอภิปรายให้ประชาชนเห็นความหวัง ที่มีรัฐบาลรู้จักใช้อำนาจ ประเทศมีทางออก มีกลไกการเมืองในระบอบรัฐสภา และมีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งปกป้องประเทศไม่ให้ล้มเหลว และอนาคตของลูกหลานที่ฝ่ายค้าน จะมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล และหวังว่า รัฐบาลจะรับฟังการอภิปรายของฝ่ายค้านหลังจากนี้ เพราะงบประมาณ 2569 เป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตาย ไม่เฉพาะความอยู่รอดของคนไทย แต่เป็นอนาคตของประเทศทั้งประเทศด้วย