หนองบัวลำภูพบผู้ป่วยสงสัยแอนแทรกซ์ ชำแหละวัว-กินลาบดิบ

หนองบัวลำภูพบผู้ป่วยสงสัยแอนแทรกซ์ ชำแหละวัว-กินลาบดิบ

View icon 816
วันที่ 30 พ.ค. 2568 | 11.01 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
หนองบัวลำภูพบผู้ป่วยสงสัย "แอนแทรกซ์" ชายวัย 64 ปี ชำแหละวัวในทุ่งนากับเพื่อนบ้าน ปรุงเป็นลาบดิบ มีผู้ร่วมวงอีก 4 คน ผู้สัมผัสร่วมบ้านอีก 4 คน ไม่ได้กินลาบดิบ ย้ำเตือนเลี่ยงกินเนื้อวัวดิบ ขณะนี้ส่งเชื้อตรวจยืนยันที่กรมวิทย์ฯ

วานนี้ (29 พ.ค.68) เฟซบุ๊กกลุ่มหนองบัวลำภูบ้านเฮา ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้งดรับประทานเนื้อวัวดิบ ตามที่มีรายงานว่า โรงพยาบาลโนนสัง รับตัวผู้ป่วยชาย อายุ 64 ปี ชาวบ้านซับภูเก้า หมู่ 13 ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เข้ารับการรักษาด้วยอาการ มีตุ่มคันขึ้นที่หลัง ต่อเนื่องที่แขน ท้อง และไหล่ ลักษณะเป็นขอบแดงตรงกลางคล้ายหนอง และปัจจุบันตกสะเก็ดเป็นสีดำ แพทย์สงสัยเป็น โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นพบว่า ผลย้อมแกรมให้ผล Positive ซึ่งเข้าข่ายโรคแอนแทรกซ์ชนิดผิวหนัง ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ระหว่างการรักษาเป็นผู้ป่วยใน โดยโรงพยาบาลได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

การสอบสวนโรคจากประวัติกิจกรรมเสี่ยง พบว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.68 ผู้ป่วยได้ร่วมชำแหละเนื้อวัวในพื้นที่ทุ่งนากับเพื่อนบ้าน และปรุงเป็นลาบดิบรับประทานร่วมกันทั้งหมด 5 คน ต่อมาในวันที่ 25 พ.ค.68 ผู้ป่วยเริ่มมีตุ่มคันบริเวณหลังและบ่า จึงเกา และตุ่มค่อย ๆ ลุกลามบริเวณแขนและลำตัว

การควบคุมโรคในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ SRRT รพ.สต.หนองเรือ ได้ลงพื้นที่สอบสวนโรคทันที ค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและต่ำ รวมถึงตรวจสอบแหล่งที่มาในสัตว์ โรงพยาบาลโนนสังดำเนินการดูแลผู้ป่วย พร้อมรายงานตามมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมโรคแอนแทรกซ์ โดยมีผู้สัมผัสร่วมบ้าน 4 คน (ไม่ได้ร่วมกินลาบดิบ) และผู้ร่วมกิจกรรมชำแหละ-กินลาบดิบอีก 4 คน

แผนดำเนินการต่อไป ทีม Joint Investigation Team (JIT) จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ร่วมกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด กำหนดลงพื้นที่สอบสวนเพิ่มเติมในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 โดยประสานความร่วมมือกับ SRRT อำเภอโนนสัง และทีม SAT เพื่อควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายในชุมชน

ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก พบสัตว์ตายผิดปกติ ห้ามชำแหละ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่  และหากพบอาการผิดปกติทางผิวหนังควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัย ขอให้ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง