ข่าวเย็นประเด็นร้อน - ที่โรงเรียนบ้านโคกกะชาย ตำบลโคกกระชาย อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีแนวเขตติดกับประเทศกัมพูชา และมีประสบการณ์ เมื่อปี 2554 ที่ทหารไทยกับทหารกัมพูชาเคยปะทะกัน ทำให้ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต่างหวาดวิตก ได้ซักซ้อมให้ครูนักเรียน เตรียมการอพยพไปหลบในหลุมหลบภัย หากเกิดการสู้รบขึ้น
ผอ.โรงเรียน บอกว่า ได้จัดทำแผนเผชิญเหตุ พร้อมกับประสานผู้นำชุมชน ผู้ปกครองไว้แล้วว่า หากเกิดเหตุขึ้นจะต้องไปหลบที่ไหน ไม่ให้เกิดความสับสน หรือไปกระจุกรวมกันมากเกินไป เหมือนครั้งที่แล้ว โดยเมื่อปี 2554 มีลูกระเบิดมาตกอยู่ในหมู่บ้าน 21 ลูก
ชาวบ้านอยากรู้สถานการณ์ชายแดน จ.อุบลราชธานี
ขณะที่ชาวบ้าน บ้านแปดอุ้ม ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชาธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบหลายครั้งในอดีต และยังเป็นหมู่บ้านที่มีผู้พิการ จากการเหยียบกับระเบิดมากที่สุด
โดย นายบัวลา อายุ 70 ปี ที่ถูกกับระเบิดขาขาด บอกว่า ไม่มั่นใจว่าไทยกับกัมพูชาจะเจรจากันได้ เพราะหากคุยกันรู้เรื่อง ฝ่ายกัมพูชาคงไม่ขุดคูเลตแบบนี้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาให้ข้อมูลถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีแต่มาสำรวจการอพยพเท่านั้น
เช่นเดียวกันกับ นางแอ๊ด อายุ 69 ปี บอกว่า กลัวซ้ำรอยเหมือนในอดีต ที่ผ่านมา ทางกัมพูชาไม่เคยยอมอะไรง่าย ๆ คอยเข้ามาวางกับระเบิดในพื้นที่อยู่เรื่อย ๆ ทำให้ตนเองและครอบครัวไม่เชื่อมั่นว่าฝ่ายกัมพูชาจะถอย อยากได้ข้อมูลจากทางการที่ชัดเจน จะได้เตรียมความพร้อม
ผู้เชี่ยวชาญฯ แนะไทย ปรับท่าทีต่อกัมพูชา
ด้านผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช แนะรัฐบาลไทยควรปรับท่าทีตอบโต้กัมพูชา หากยังคงลุกลามไทยต่อเนื่อง โดยแนะให้ใช้มาตรการทางการทูต เช่น การเรียกทูตกลับ หรือเลือกปิดด่านบางแห่ง เพราะด่านไทย-กัมพูชามีผลต่อเศรษฐกิจทั้งการค้า การลงทุน แรงงาน และการท่องเที่ยว มูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี
และยังประเมินท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อสื่อมวลชน ไม่เหมาะสมในสถานการณ์ที่ต้องการความชัดเจน เพราะไทยเองยังไม่มีโร้ดแมพรับมือ และท่าทีความเป็นผู้นำ ยังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้านอยู่
ส่วนกระแสข่าวกัมพูชาเริ่มฝึกรบ มองว่าเหมือนยั่วยุไทยให้เข้าสู่เกมการเมือง เป็นเครื่องมือหรือข้ออ้างไปยื่นต่อศาลโลกได้ และจากนี้ กัมพูชา คงหันไปพึ่งพาจีนด้านเศรษฐกิจแทนไทยมากขึ้น