”ภูมิธรรม“ ลั่นไม่ได้กลัวสงคราม ถ้าจำเป็นก็ต้องเจอ แต่อยากให้ดู "ยูเครน" เป็นตัวอย่าง "ทหารแนวหน้า-ชาวบ้านชายแดน" เดือนร้อนก่อนใคร
วันนี้ (6 มิ.ย.68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า การพูดคุยกับพลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประเทศกัมพูชา ที่ค่ายสุรสิงหนาท ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้วว่า พยายามคุยกัน เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกันแบบตัวต่อตัว โดยกรอบการพูดคุย คือ การคลี่คลายเหตุการณ์ และ รัฐบาลไทยยืนยันไปว่า ไม่อยากเห็นสงคราม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การสูญเสีย
ดังนั้น ความสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่น่าจะคุยกันได้ โดยไทยขอพูดคุยเฉพาะจุดที่เกิดการปะทะกัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เป็นสิทธิของกัมพูชา ไทยยืนยันว่า จะไม่เข้าสู่ศาลโลก เพราะเคยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2567 ไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกไปแล้ว และ ไทยยังไม่อยากคุยในเรื่องเหล่านั้น
นอกจากนี้ ยังแจ้งข้อเสนอของไทย คือ ให้ถอยออกไปเหมือน ปีค.ศ. 2024 ที่ตกลงกันไว้ โดยกัมพูชาต้องถอยออกไป จะอยู่ตรงศาลาตรีมุข หรืออะไรก็ตามเราไม่ขัดข้อง เพราะตรงนั้นก็เป็นจุดที่ถอยออกไปประมาณ 150 ถึง 200 เมตร ถ้าตรงนี้คลี่คลาย ในประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา จะนำแผนที่มาคุยกันอย่างมีเหตุผล แต่หากติดขัดตกลงไม่ได้ ก็ให้ตัวแทนJBC ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคด้วย ลงไปดูในที่เกิดเหตุจริง เพื่อพิจารณารายละเอียด และ สรุปออกมา หากยังหาข้อยุติไม่ได้ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการที่จำเป็นต่อไป
สำหรับฝ่ายกัมพูชาเอง ก็อยากหลีกเลี่ยงสงคราม ไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลาย และ จะนำข้อเสนอส่งต่อให้นายฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา และสมเด็จฯ ฮุน เซ็น พิจารณา ส่วนทางกัมพูชาเองก็ไม่ได้มีข้อเสนออะไรมา
นายภูมิธรรม ยังขอให้สื่อมวลชนระวังเรื่องการเสนอข่าว เพราะเมื่อวานมีการนำเสนอว่า ตนเองบินไปกัมพูชา ทั้งที่พบกันใน จ.สระแก้ว จนทัวร์ลงตำหนิด่าทอว่าไม่มีศักดิ์ศรี ก่อนย้ำว่า ไม่ได้กลัวสงคราม ถ้าจำเป็นจะมีก็ต้องเจอ แต่ขอให้ดูกรณีของประเทศยูเครนเป็นตัวอย่าง และ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทหารแนวหน้าและประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน เพราะสงครามไม่ส่งผลดีกับใคร