“เท้ง ณัฐพงษ์” จวก “รัฐบาล” 4 เดือนแล้ว ปัญหาสารพิษใน “แม่น้ำกก” ยังแก้ไม่ตก

“เท้ง ณัฐพงษ์” จวก “รัฐบาล” 4 เดือนแล้ว ปัญหาสารพิษใน “แม่น้ำกก” ยังแก้ไม่ตก

View icon 81
วันที่ 12 มิ.ย. 2568 | 09.39 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“เท้ง ณัฐพงษ์” เชื่อ! ปัญหาสารพิษใน “แม่น้ำกก” แก้ไม่ตก เพราะขาดผู้นำประเทศ ที่จะสร้างความเชื่อมั่น ทั้งการแก้ไขปัญหา

เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.68) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หลังจากพบความผิดปกติมานาน 4 เดือน แต่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะขาดผู้นำที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหา ใจความสำคัญมีดังนี้

.
ความท้าทายของประเทศไทยในปัจจุบัน คือ การขาดผู้นำประเทศที่สร้างความเชื่อมั่นทั้งการแก้ไขปัญหาภายในและภายนอกประเทศ
.
หนึ่งในปัญหาที่คนไทยกำลังประสบอยู่ คือปัญหา #สารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ที่ผมลงไปรับฟังปัญหามาด้วยตัวเองหลายครั้งในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพี่น้องประชาชนสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา จนถึงตอนนีก็เข้าเดือนที่ 4 แล้ว
.
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ในปี 2567 ที่ อ.เมืองเชียงราย และ อ.แม่สาย นั้นมีความเป็นไปได้สูงว่า อาจมีสาเหตุมาจากการเปิดหน้าดินเป็นวงกว้างจากการทำเหมืองที่ต้นน้ำด้วย
.
วิกฤตของจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ที่ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม และพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ถือเป็นวิกฤตที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศต้องกลับมาทบทวนนโยบายและแผนการรับมือที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายกันใหม่ ดังเช่น ปัญหาเหมืองที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ถึงแม้อยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลทหารพม่า แต่ก็อยู่ในเขตอิทธิพลของกองกำลังชาติพันธุ์ว้าซึ่งอยู่ในพื้นที่ ส่วนบริษัทเอกชนที่ทำเหมืองแร่แห่งนี้ก็เชื่อได้ว่า เป็นกลุ่มทุนสัญชาติจีน เป็นต้น
.
ในส่วนของพรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการที่ดินฯ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ และผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้เข้าพื้นที่ไปรับฟังปัญหา และติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผมเอง ได้ถือโอกาสการเข้าพบท่านหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความกังวลและหารือในกรณีดังกล่าว
.
จาก “ความซับซ้อนของปัญหา” ที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายนี้เอง การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโดยอาศัยการดำเนินงานจากฝ่ายไทยเพียงลำพัง เช่น การสร้างฝายดักตะกอนที่ฝั่งไทย ฯลฯ นั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด
.
ผมจึงขอส่งข้อเสนอแนะและเสนอแนวทางในการดำเนินงานไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
.
1. เจรจาพูดคุยกับกองกำลังชาติพันธุ์ว้า เพื่อบริหารจัดการการทำเหมืองอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ปล่อยสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งการเจรจานั้นอาจไม่สามารถทำผ่านรัฐบาลหรือกระทรวงการต่างประเทศได้ เพราะคู่สนทนาไม่ใช่รัฐ แต่อาจทำผ่านกองทัพบกภายใต้การสั่งการของรัฐบาลไทย เพื่อใช้กลไกการพูดคุยกันทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกันในพื้นที่ ซึ่งผมเชื่อว่าหน่วยงานความมั่นคงของไทย ต้องมีความสัมพันธ์กับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในพื้นที่ติดกันกับชายแดนไทยอยู่แล้ว
.
2. การประสานงานอย่างเข้มข้นกับประเทศจีน เพื่อสืบค้นที่มาที่ไป รายละเอียด การทำธุรกรรม การนำเข้าและส่งออกสินค้าต่าง ๆ ของบรรดาบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อนำไปสู่การลงโทษ หรือมีมาตรการเชิงเศรษฐกิจต่อกลุ่มทุนเหล่านี้ต่อไป
.
ซึ่งข้อเสนอของผมในส่วนนี้ สอดคล้องกับท่าทีของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่แสดงออกถึงความพร้อมให้ความร่วมมือในการติดตามตรวจสอบเอกชนจีนที่มีความเกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษครั้งนี้
.
ท่าทีเหล่านี้ ก็สอดคล้องกับกรณีที่รัฐบาลจีนเคยเป็นตัวตั้งตัวตีหลักในการปราบแก๊งคอลเซนเตอร์ฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลไทยเอาจริงเอาจัง แสดงท่าทีและลงมือปราบปรามทุนเทาทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดอย่างไร รัฐบาลจีนก็จะไม่ทนกับปัญหาทุนจีนสีเทาที่สร้างผลกระทบในประเทศอื่นอย่างนั้น ดังนั้น ความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากที่สุด
.
3. รัฐบาลไทยสามารถใช้กลไกความร่วมมือพหุภาคีในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำในบริเวณนี้เพื่อแก้ไขปัญหาได้หลายเวที ได้แก่ กลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือกลไกกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ฯลฯ เป็นต้น โดยรัฐบาลควรใช้กลไกพหุภาคีเหล่านี้ ในการเดินหน้านำเสนอข้อมูล หลักฐาน ข้อกฎหมาย และความเห็นเพื่อส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
.
ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษนี้ คือ อีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหาที่มี “ความซับซ้อน” สูง รัฐบาลไม่สามารถโยนภาระให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในไทยเพื่อแก้ไขปัญหาได้ เพราะต้องอาศัยการเจรจาพูดคุยในเวทีระหว่างประเทศ มีแต่รัฐบาลเท่านั้นที่ต้องถือบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ และหากปล่อยไว้ก็จะเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงทุกราย ซึ่งจะฝังรากลึกและกินระยะเวลายาวนานไปจนถึงรุ่นลูกหลานของพวกเขาในอนาคตครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง