เปิดปฏิบัติการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ชายแดนภาคเหนือ ยึดทรัพย์ เรียกแจงเส้นเงิน 97 ล้านบาท จ่อคุยเมียนมายึดทรัพย์ผู้บงการ 1 พันล้านบาท

เปิดปฏิบัติการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ชายแดนภาคเหนือ ยึดทรัพย์ เรียกแจงเส้นเงิน 97 ล้านบาท จ่อคุยเมียนมายึดทรัพย์ผู้บงการ 1 พันล้านบาท

View icon 285
วันที่ 18 มิ.ย. 2568 | 10.48 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (18 มิ.ย. 68) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อม นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม , พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" ครั้งที่ 4 โดยพุ่งเป้าไปที่การยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาตามหมายจับและเครือญาติรวม 8 ราย ในพื้นที่ จ.เชียงราย 3 จุด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แห่ง , รถยนต์ 1 คัน , รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงินฝากในบัญชีธนาคาร 625,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 3.6 ล้านบาท นอกจากนี้ ป.ป.ส. เตรียมออกหนังสือเรียกบุคคลที่มีเส้นทางการเงินต้องสงสัยอีก 12 ราย เข้ามาชี้แจงข้อมูลธุรกรรมการเงิน หากไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินได้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเครือข่ายนี้มีทรัพย์สินต้องสงสัยรวมมูลค่ากว่า 97 ล้านบาท

สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการจับกุมผู้ต้องหา 8 ราย พร้อมยาบ้ากว่า 3 ล้านเม็ด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 68 โดยยาเสพติดดังกล่าวเป็นของ นายธัชพล ตระกูลมั่งมีดี หรือที่รู้จักกันในนาม "อาฉ่าง" หรือ "เสี่ยม้าบิน" ซึ่งเป็นผู้บงการให้บุคคลในเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก จ.ท่าขี้เหล็ก สหภาพเมียนมา เข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทยด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนในของไทยเพื่อจำหน่ายในประเทศ หรือส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

มีรายงานว่า นายธัชพล มีบทบาทสำคัญในการจัดหายาเสพติด (ยาบ้า, ไอซ์) โดยมีศักยภาพเข้าถึงกลุ่มผู้ผลิตในเมียนมา รวมถึงจัดหาทีมลำเลียงยาเสพติดจากเมียนมา และยังเป็นผู้มีอิทธิพลในฝั่งเมียนมา คอยอำนวยความสะดวก จัดหาที่พักอาศัย และดูแลความปลอดภัยให้กับเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงกลุ่มคนไทยที่หลบหนีหมายจับคดียาเสพติด

จากรายงานล่าสุด ปัจจุบัน นายธัชพล พักอาศัยอยู่ในเมียนมา และมีกิจการหลายประเภทใน จ.ท่าขี้เหล็ก และ จ.เชียงตุง เช่น ร้านทอง , รับเหมาก่อสร้าง , อินเทอร์เน็ต , สถานบันเทิง (คาราโอเกะ ผับ) , โรงแรม , ขนส่ง และจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1,000 ล้านบาท

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา ในการปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากปัญหาการค้ายาเสพติดในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค การบูรณาการข่าวกรองระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง การประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการสืบสวนขยายผลเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายที่ปฏิบัติการในวันนี้ถือเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ บุคคลเป้าหมายหลักที่ถูกออกหมายจับมีพฤติการณ์ในระดับผู้สั่งการ มีศักยภาพในการจัดหายาเสพติดไปกระจายในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงนำเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดมาแปลงเป็นทรัพย์สิน และลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ทั้งในไทยและเมียนมา ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

พ.ต.อ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 2 ก.ค. 68 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ พร้อมคณะ เดินทางไปเมียนมา เพื่อพบกับ พล.ต.ท.วิน ซอ โม ผู้บัญชาการตำรวจเมียนมาและเลขาธิการ CCDAC และ พล.ต.จัตวา ต่าน ลวิน หม่อง เลขาธิการร่วมสำนักงานคณะกรรมการกลางเพื่อการควบคุมยาเสพติดแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อหารือเกี่ยวกับเครือข่ายดังกล่าว โดยจะขอความร่วมมือจากเมียนมาให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลตามหมายจับ และยึดอายัดทรัพย์สินในเมียนมาต่อไป