ข่าวเย็นประเด็นร้อน - เสียงสนทนาระหว่าง นายกรัฐมนตรี และ สมเด็จฯ ฮุนเซน ถูกตีออกมาใน 2 ความหมาย ความหมายหนึ่ง คือเป็นการเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายผ่อนเบาท่าทีลง แต่อีกมุมก็มองว่า การสื่อสารที่ออกไป เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย จึงเป็นที่มาของการเข้าแจ้งความเอาผิดกับนายกรัฐมนตรี
ความผิดที่ว่า นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. มองว่า เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 120 ถึง 128 หมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร เช่น ความผิดที่ว่าด้วยการเป็น "ปรปักษ์ต่อรัฐ" ที่มีโทษสูงสุด จำคุกตลอดชีวิต
การไปเข้าร่วมเป็นข้าศึกของประเทศ ต้องโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต, ช่วยให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ โทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต, ได้มาซึ่งสิ่งใด ๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี, ให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศจากภายนอก โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละข้อหานั้น โทษไม่ใช่เบาเลย
นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า การสนทนาในลักษณะนั้น สะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของผู้นำประเทศ ที่ไม่พร้อมต่อการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี จึงต้องการให้ลาออกจากตำแหน่ง และพูดชัดว่า ไม่ต้องการให้มีการยุบสภา เพราะจะส่งกระทบต่อชาติบ้านเมืองมากกว่า
ขณะที่ กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เตรียมยื่นหนังสือให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมตรี ในมาตรา 160(4) และ (5) เข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์สุจริตและละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลังนายกรัฐมนตรีตำหนิผู้นำทหาร และมองว่าเป็นคนละฝ่ายกับรัฐบาล ถือเป็นการสร้างความแตกแยกในชาติ
นอกจากทหาร ยังมีอดีตนักการเมืองเข้ายื่นเอกสารต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี ผิดจริยธรรมร้ายแรง
ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม เข้ายื่นเอกสารต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีสนทนากับฮุนเซน เพื่อขอให้สอบการกระทำผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้แบ่งเป็น 4 หมวด หมวดที่สำคัญที่สุดคือ "หมวดที่ 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์" หากใครถูกตัดสินว่าผิดในหมวดนี้จะเข้าข่ายผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง